วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

108 เคล็ดลับน่ารู้

1. แก้ปัญหาสีน้ำแห้งแข็ง ใช้น้ำส้มสายชูผสมทิ้งเอาไว้ สีน้ำที่แห้งแข็งก็จะอ่อนเหลว นำมาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง.
2. เคล็ดลับน่ารู้ในการขจัดคราบรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า
+ รอยเปื้อนสนิมเหล็ก ใช้เกลือ และบีบมะนาวลงบนรอยเปื้อน แล้วนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา ตากแดดจัดๆ.
+ รอยเปื้อนยางมะตอย และกาว ใช้น้ำมันไฟแช็ค ล้างรอยเปื้อน แล้วจึงนำไปซัก.
+ รอยเปื้อนน้ำหมึก ขยี้มะเขือเทศลงบนรอยเปื้อน ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำไปซักด้วยวิธีธรรมดาอีกครั้ง.
+ รอยเปื้อนหมึกลูกลื่น ใช้น้ำมันใส่ผมหยอดลงไปที่รอยเปื้อน และนำไปซักด้วยผงซักฟอกอีกครั้ง.
+ รอยเปื้อนคราบเลือด ใช้แป้งมันกับน้ำเย็นผสมกันให้ข้นขนาดแป้งเปียก ทากระดาษพอกไว้บนรอยเลือดที่เปื้อน ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วซักน้ำ รอยเลือดนั้นจะหายไป.
+ รอยเปื้อนคราบลิปสติกบนเสื้อ ก็รีบหาน้ำมันยูคาลิปตัส หรือกลีเซอรีน เช็ดบริเวณที่เปื้อนโดยเร็ว...ถ้าไม่อยากมีปัญหา.
+ รอยคราบไขมันที่ติดเสื้อผ้า โรยแป้งฝุ่นตรงรอยเปื้อน แล้วเอากระดาษทิชชู่วางทับจากนั้น จึงใช้เตารีดร้อนรีดทับไว้สักครู่ จึงนำไปซักด้วยวิธีธรรมดา.
3. ขจัดคราบรอยนิ้วบนไพ่ป๊อก ใช้สำลีชุบนมสดเย็นๆ เช็ด รอยเปื้อนก็จะหลุดออกไป.
4. ดูแลรักษางาช้าง เอางาช้างวางไว้กลางแดดทั้งๆ ที่ยังเปียกน้ำสบู่อยู่ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เมื่อแห้งแล้วขัดด้วยผ้าสักหลาด ก็จะได้งาช้างสวยสะอาดดังเดิม.
5. ขจัดคราบกาวสติกเกอร์ ใช้น้ำมันพืชหรือครีมวาสลีนมาทาสติกเกอร์ให้ชุ่ม แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา.
6. วิธีล้างเครื่องหนัง หยดน้ำมันสลัดสัก 2-3 หยด ลงไปในน้ำสบู่แล้วใช้แปรงจุ่มถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็นรีบเช็ดให้แห้งตากลมไว้ น้ำมันสลัดนอกจากจะช่วยขจัดคราบสกปรกแล้ว ยังช่วยให้หนังคงสภาพเดิมได้ด้วย.
7. บรรเทาอาการปวดฟัน ใช้ใบกระเพราขยี้กับเกลือ อุดไปที่รูฟันที่ปวดสักพักอาการปวดก็จะทุเลาลงเอง.
8. บรรเทาอาการปวดจากแตนต่อย แค่ใช้แอมโมเนียชุบสำลีแปะลงไปที่ถูกแตนต่อยก็หายปวดแล้ว.
9. หุงข้าวแล้วข้าวแฉะ แก้ปัญหาโดยใส่ขนมปังปอนด์สัก 2-3 แผ่น ลงไปในหม้อ ปิดผาหม้อให้แน่นแล้วกดไฟ ไม่นานข้าวก็จะสวยขึ้นมาได้ เพราะขนมปังจะช่วยดูดน้ำเอาไว้.
10. แก้ปัญหาเล็บเหลือง ใช้มะนาวครึ่งลูกบีบไว้ในน้ำอุ่น แล้วจุ่มมือลงไปแช่สักพัก เล็บของคุณก็จะกลับมาขาวได้.
11. ลับกรรไกรให้คม ด้วยการเอากรรไกรอันที่ไม่คมนั้นมาตัดกับเข็มโครเชท์ โดยค่อยๆ ตัดให้เข็มอันไม่คมนั้นกลิ้งไปจนสุดปลายกรรไกร ทำซ้ำสัก 4-5 ครั้ง.
12. ดูแลกาแฟผงไม่ให้จับเป็นก้อน เอาน้ำตาลปอนด์ก้อนขาวๆ ใส่ลงไปสัก 2 ก้อน.
13. ทำความสะอาดห้องน้ำกระเบื้อง ราดด้วยน้ำให้ทั่วแล้วเอาเกลือแกงโรยลงบนแปรงขัดห้องน้ำ หรืออาจจะโรยเกลือที่ผ้าเปียกน้ำ แล้วขัดพื้นให้ทั่ว.
14. ขจัดกลิ่นส้วม ใช้น้ำมันก๊าดประมาณ 1 ขวดมาเทราดลงไปในคอห่าน แล้วเทน้ำตามลงไปเพื่อขจัดกลิ่นน้ำมันก๊าดให้หมด น้ำมันก็าดจะช่วยขจัดกลิ่นส้วมให้หมดไปด้วย.
15. ป้องกันสัตว์เลื้ยงกัดแกะเครื่องเรือน โดยใช้น้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันที่มีกลิ่นฉุนมาทา.
16. ป้องกันหมา แมว ให้ฉี่เป็นที่เป็นทาง โรยพริกไทยป่นลงบนที่มันเคยฉี่ การโรยพริกไทยจะทำให้กลิ่นเดิมของมันหายไป มันจะไม่กลับมาฉี่หรืออุจจาระในที่นั้นอีก.
17. วิธีเก็บสายยาง หายางรถยนต์เก่าๆ ที่ไม่ใช้ทำเป็นที่เก็บสายยาง โดยนำสายยางยาวๆ ม้วนสอดเข้าไปในยางรถยนต์ เพื่อป้องกันแสงแดด และโยกย้ายง่ายด้วยการกลิ้งไป.
18. ขจัดสนิมเกาะเตารีด เอาผ้าห่อขี้ผึ้งหรือเทียนไขไว้ผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่งโรยเกลือป่นไว้บนผ้า จากนั้นเปิดเตารีดให้ร้อน รีดทับลงบนห่อขี้ผึ้งหรือเทียนไขก่อน ต่อมาจึงรีดบนผ้าโรยเกลือ ทำหลายๆ เที่ยวสนิมก็จะหมดไป.
19. ขจัดรอยไหม้ของเสื้อผ้าที่โดนเตารีด ใช้หัวหอมผ่าครึ่งถูตรงรอยไหม้ แล้วใช้น้ำเช็ดอีกครั้ง เพราะว่าหัวหอมมีสารละลายทำให้กัดรอยไหม้ที่อยู่บนผ้าจางหายไป และยังไม่ทำให้ผ้าเปื่อยขาดอีกด้วย.
20. เคล็ดลับย่างเนื้อเตาถ่าน ใช้เกลือโรยไฟให้ทั่วขณะไฟติด เกลือจะทำให้ไฟติดได้ง่ายเร็วโดยไม่ต้องพัดให้เปลืองแรง อีกทั้งถ่านจะมอดดับอย่างช้าๆ เป็นการประหยัดถ่านด้วย.
21. วิธีทำไม่ให้ถุงน่องรัน นำถุงน่องใหม่ไปแช่น้ำเสียก่อน แล้วนำไปแช่ไว้ในช่องทำน้ำแข็งในตู้เย็น รอจนเป็นน้ำแข็ง จากนั้นเอาออกมาแช่น้ำจนน้ำแข็งละลาย นำไปตากแดดจนแห้ง ถุงน่องเป็นผ้าลื่นเมื่อนำไปแช่แข็งจะทำให้เนื้อผ้าเกาะกันเหนียวแน่นขึ้น ใช้งานแล้วไม่รันง่าย.
22. เก็บรักษาเสื้อไหมพรม ซักให้สะอาดนำไปวางบนผ้าขนหนูบางๆ แล้วพันผ้าขนหนูโดยให้ไหมพรมอยู่ด้านใน.
23. แก้ปัญหาหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบใหม่ที่ข้าวติดก้นหม้อ นำหม้อในใหม่มาแช่น้ำสักครู่ ประมาณ 5-10 นาที ไม่ควรแช่นานกว่านี้ จากนั้นใช้ฟองน้ำขัดหม้อเบาๆ .
24. แก้ปัญหากะทะใหม่ ที่มักประสบปัญหาทอดอาหารแล้วติดกะทะ ก่อนนำกะทะมาใช้ให้เทน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำเท่าๆ กัน ลงในกะทะ และนำไปตั้งไฟรอจนเดือด แล้วเทน้ำส้มสายชูทิ้ง ใช้น้ำสะอาดล้างอีกที จากนั้นก็ใชงานตามปกติ.
25. ทำคุกกี้ไม่ให้แตกละเอียดง่าย นำข้าวโพดคั่วที่ยังไม่ได้คลุกเกลือมาวางรองบนพื้นกล่อง และวางบนคุกกี้.
26. ปอกแอปเปิ้ลไม่ให้ดำ ให้นำแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้วมาล้างในน้ำผสมน้ำมะนาว.
27. เก็บกล้วยน้ำหว้าไว้ให้นาน ๆ หาภาชนะใส่น้ำต้มให้เดือดนำกล้วยน้ำว้าลงไปแช่ประมาณ 3 นาที และนำไปแขวนในที่ที่มีลมโกรก น้ำเดือดจะฆ่าพวกเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้กล้วยเสียเร็วและอยู่ได้ 10 วัน.
28. เก็บเนื้อสดข้ามคืนโดยไม่ต้องใช้ตู้เย็น ให้เอาเนื้อทั้งก้อนไปจุ่มลงในน้ำเดือดแล้วแขวนไว้ แบคทีเรียบางส่วนในเนื้อนั้นจะถูกฆ่าตายไปทำให้เนื้อไม่เน่าเสีย.
29. ลดน้ำเปรี้ยวของสับปะรด นำมะนาวเปลือกเขียวมาบีบลงบนสับปะรด แล้วโรยเกลือป่นไว้ให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอย่างเบามือ.
30. ลดความเค็มของผักดอง นำเหล้าที่แช่เย็นมาผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่เท่ากัน หั่นผักดองที่เค็มเกินไปแช่ไว้สักครู่ ความเค็มของผักก็จะลดหายไป.
31. ย่างปลาไม่ให้ติดตะแกง นำน้ำส้มสายชูมาทาให้ทั่วตะแกรงก่อนย่างปลา เวลาปลาสุกจะไม่ติด และทำความสะอาดตะแกรงง่าย.
32. วิธีทำให้กุ้งที่แช่เย็นไว้นานๆให้สดอยู่เสมอ ปอกเปลือกกุ้ง และผ่าหลังให้เรียบร้อย นำไปแช่เบียร์ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงนำไปประกอบอาหาร รับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง.
33. ขจัดคาวปลาหมึก ใช้น้ำส้มสายชูแกว่งกับน้ำ นำปลาหมึกมาแช่ไว้ 5-10 นาที กลิ่นคาวปลาหมึกจะหมดไป.
34. ป้องกันไม่ให้หัวปลีดำ ต้องแช่หัวปลีลงในน้ำส้มสายชูทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง.
35. รักษารองเท้าให้ดูใหม่เสมอ นำถุงเท้าเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้ว นำไปซักให้สะอาด ตากลมให้แห้งสนิท จากนั้นนำรองเท้าไปใส่ในถุงนั้น เมื่อเปิดมาใช้รองเท้าจะใหม่อยู่เสมอ.
36. ขจัดเศษทิชชูที่ติดตามเสื้อผ้า .ใช้ลูกเทนนิสถูแรงๆ ตรงที่มีกระดาษทิชชู่ติดอยู่ สักหลาดจากลูกเทนนิสจะทำให้เสื้อผ้าคุณสะอาดได้.
37. ป้องกันแมลงตอมถังขยะ หยดแอมโมเนียลงข้างถังขยะ และในถังขยะสัก 4-5 หยด กลิ่นของมันจะทำให้มด แมลงวะน หรือสัตว์เลี้ยงไม่กล้าเข้าใกล้ถังขยะอีกเลย.
38. ขจัดเศษอาหารปากท่อ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นให้นำเบกกิ้งโซดา หรือผงฟูต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงไปไขมันที่อุดตันก็จะหลุดออกไป.
39. ขจัดกลิ่นเหม็นที่กระติกน้ำแข็ง ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำร้อนและนำมาล้างถูกระติกให้ทั่ว ล้างน้ำอีกครั้งด้วยน้ำสะอาดกลิ่นสาปก็จะหายไป.
38. ดูแลรักษาเครื่องดูดฝุ่น นำการบูรหรือลูกเหม็นใส่เข้าไปในถุงดูดฝุ่นสัก 1 ก้อน จะช่วยกันแมลงแล้วยังป้องกันกลิ่นอับได้อีกต่างหาก.
39. ขจัดกลิ่นอับในตู้กับข้าว ใช้ปูนขาวเล็กน้อยใส่ชามใบย่อมไปวางมุมใดมุมหนึ่งของตู้กับข้าว ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน กลิ่นอับชื้นก็จะค่อยๆจางหายไป.
40. กำจัดเหา ใช้ใบน้อยหน่าบดให้ละเอียด คั่นเอาน้ำมาหมักกับผมประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยแชมพูสระผม เหาก็จะหายหมดไป แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง 4-5 ครั้ง ถึงจะได้ผล.
41. ป้องกันฝุ่นจับดอกไม้ประดิษฐ์ นำไปอังกับไอน้ำเดือด ไอน้ำเดือดจะช่วยขจัดฝุ่นและคราบดำออกไป ทำให้ดอกไม้ประดิษฐ์ดูสะอาดอยู่เสมอ.
42. ปลูกมะลิให้ออกดอกสะพรั่ง เด็ดใบออกมากๆ และรดน้ำตอนที่แดดกำลังร้อนๆ เพราะต้นมะลิจะนึกว่าตัวเองไม่มีใบต่อไปจะต้องตายจึงรีบออกดอกให้ทันก่อนตาย และต้นมะลิจะชอบให้เรารดน้ำตอนแดดกำลังส่องไปที่ต้นของมัน.
43. ทำความสะอาดเครื่องแก้วโดยไม่ต้องเช็ด ใช้น้ำผมสแอลกอฮอล์ล้าง จะช่วยล้างสิ่งสกปรกออกได้ง่าย ข้อสำคัญจะแห้งได้เอง โดยไม่ต้องเช็ดด้วยผ้าอีกด้วย.
44. ดับไฟขณะลุกท่วมกะทะ ใช้ฝาโอ่ง หรือฝาหม้อครอบ (อย่าใช้ลมเป่าเด็ดขาด)
45. ป้องกันรูขวดพริกไทป่นอุดตัน ใส่เม็ดพริกไทยที่เป็นเม็ดๆ เล็กน้อยลงไปในขวดพริกไทยป่น.
46. รักษาไม้กวาดดอกหญ้าให้คงทน จุ่มไม้กวาดดอกหญ้า(ซื้อใหม่)ในน้ำเกลือร้อนๆ จะทำให้ขนของไม้กวาดดอกหญ้าเกาะตัวกัน เวลาใช้จะทนทานไม่ขาดง่าย.
47. ขจัดกลิ่นคาวปลาในตู้เย็น ใช้ผงกาแฟโรยบนปลาซักกำมือก็จะช่วยดับกลิ่นคาวปลาที่นำไปแช่ในตู้เย็นได้.
48. แก้ปัญหาก้างติดคอ ใช้น้ำมะนาวบีบใส่ลงไปในคอ น้ำมะนาวจะทำให้ก้างอ่อนตัวลงทำให้กลืนลงคอได้ง่าย.
49. แก้รองเท้ากัด ใช้ค้อนทุบรองเท้าบริเวณที่กัดจนนิ่ม เพราะรองเท้ากัดมีสาเหตุมาจากบริเวณหนังส่วนนั้นแข็งเกินไป.
50. ขจัดกลิ่นกระเป๋าหนังที่ซื้อใหม่ นำผ้าขาวห่อใบชา และกระเป๋าเข้าด้วยกัน ใบชาสามารถดูดกลิ่นเหม็นของหนังได้.
51. ขจัดกลิ่นคลอรีนในน้ำประปา ฝานมะนาวบางๆ ลงไปในน้ำ มะนาวจะช่วยดูดกลิ่นคลอรีนให้หมดไปได้.
52. วิธีขจัดต้นหญ้า ใช้เกลือโรยตรงที่หญ้าขึ้น เพราะว่าเกลือนั้นจะทำให้ดินตรงที่นั้นเค็ม.
53. ป้องกันยุงไข่ในแท้งค์น้ำ ให้หาอิฐแดงๆ ที่ใช้ก่อสร้างใส่ลงไปในแท้งค์น้ำ ที่นี้แท้งค์น้ำก็จะไม่มีลูกน้ำอีกเลย.
54. ทอดให้กรอบ ต้องละลายแป้งทิ้งไวประมาณ 5-10 นาที ก่อนนำไปทอด .
55. เคล็ดลับการทอดไข่เจียว โรยเกลือป่นเล็กน้อยบนน้ำมันในกะทะ.
56. ทอดไก่ให้สุกทั้งตัว ก่อนจะนำไก่ลงทอด ให้ใช้ช้อนส้อมจิ้มเป็นรูให้ทั่วเสียก่อน แล้วทอดไฟอ่อนๆ.
57. ต้มผักให้หน้ารับประทาน ขณะต้มผักให้เติมเกลือเล็กน้อยจะทำให้ผักมีสีเขียวกว่าเดิม.
58. เผามันเทศให้น่ารับประทาน ให้นำมันเทศแช่ในน้ำร้อนเสียก่อน จึงค่อยนำไปเผาบนเตาไฟที่ไม่ร้อนจัดนัก.
59. วิธีเลือกซื้อมะนาว มะนาวเปลือกเหลืองไม่เหี่ยวมีน้ำมาก เหมาะสำหรับทำน้ำจิ้ม ถ้ามะนาวผิวเขียวสดเหมาะสำหรับทำต้มยำ ตำน้ำพริก.
60. วิธีเลือกซื้อน้อยหน่า ควรเลือกซื้อผลใหญ่ๆ ตาห่างมากๆ ผิวมีสีนวลๆ สีเขียวอ่อนลง.
61. วิธีเลือกซื้อสับปะรด ให้ได้สับปะรดเนื้อดี หวานฉ่ำ เมื่อดีดแล้ว เสียงจะดังแปะ ๆ จึงจะใช้ได้ ถ้าเป็นเสียงโป๊ก ๆ ก็ไม่ควรซื้อ สับปะรดที่หวานฉ่ำเวลาที่ดีดจะมีกลิ่นหอมมาก กว่าสับปะรดที่ไม่ฉ่ำ
62. เลือกซื้อปูสดให้ได้เนื้อแน่น ปูทะเลสดจะต้องสีเข้ม ก้ามโตสีแดงเรื่อๆ เปลือกบาง ลองกดตรงกลางที่มีฝาปิดดู ถ้ากดไม่ลง แสดงว่าปูสดที่มีเนื้อแน่น.
63. ต้มน้ำซุปไม่ให้มีไขมันลอยหน้า ใส่ผักกาดหอมลงในหม้อซุปสัก 2-3 ใบ.
64. ขจัดกลิ่นสีห้องใหม่ ผสมน้ำวานิลา 1 ช้อนชา ต่อสี 1 แกลลอน คนให้เข้ากันจากนั้นก็นำไปทาได้เลย.
65. เอาแมลงออกจากหูโดยง่าย ผักกาดหอมเมื่อคั้นเอาน้ำกรอกใส่หูที่แมลงเข้า แมลงจะทนไม่ไหวคลานออกมาเอง.
66. เคล็ดลับปอกหัวหอมไม่ให้น้ำตาไหล ก่อนปอกหอม หั่นหอม ทุบหอม ให้เอาไม้ขีดไฟที่ยังไม่ได้จุดสัก 2-3 ก้าน คาบไว้ให้หัวไม้ขีดโผล่ออกจากปากแล้วก็ลงมือได้เลย.
67. เคล็ดลับทำไข่ตุ๋น การจะทำให้เนื้อไข่ตุ๋นเป็นเนื้อเดียวกันต้องใช้น้ำข้าวที่เราหุงผสมลงไปแทนน้ำ เนื้อไข่จะเป็นเนื้อเดียวกันทานอร่อยมาก แต่ต้องจำไว้ว่าใช้น้ำข้าวไม่ใช่น้ำซาวข้าว.
68. เลือกซื้อรองเท้าเวลาไหนดี เลือกตอนบ่ายอากาศอุ่นจัด เพราะใช้งานเท้ามามากทั้งวันแล้ว น้ำหนักตัวจะกดเท้าให้ขยายเต็มที่ คุณจะได้รองเท้าที่ใส่สบายกว่าซื้อในตอนเช้า.
69. ดับกลิ่นขยะ ใส่เปลือกมะนาวลงในถังขยะ.
70. ดับกลิ่นทุเรียน กินมังคุดตามเข้าไป.
71. หุงข้าวสวยให้เป็นปุย ใส่น้ำมะนาว หรือ น้ำส้มสายชู ลงในหม้อข้าวขณะหุง เมื่อข้าวสุกจะไม่เหนียวติดกัน.
72. ทอดอาหารไม่ให้น้ำมันกระเด็น โรยเกลือป่นลงในกะทะเล็กน้อย.
73. ทอดอาหารไม่ให้อมน้ำมัน เติมน้ำส้มสายชูลงไปในน้ำมันเล็กน้อย.
74. ย่างเนื้อให้นุ่ม ให้ใส่มะเขือเทศสัก 2-3 ชิ้นกับเนื้อย่างหมักเข้าด้วยกัน.
75. เทซอสมะเขือเทศง่ายๆ เอาหลอดพลาสติกใส่ลงไปจนถึงก้นขวด พอเทซอสก็จะไหลออกมาง่ายตามต้องการ.
76. ขจัดไขมันออกจากไก่ย่าง ให้เอาไก่ใส่ถุงสีน้ำตาล 2 ชั้น ปิดปากถุงให้แน่น ให้อบความร้อนไว้ในถุงสักพัก.
77. ใช้เตาแก๊สให้ประหยัด ควรปรับไฟเวลาจุดเตาให้เป็นสีน้ำเงิน.
78. การใช้หม้อดินให้นานๆ เมื่อซื้อมาแล้วควรนำหม้อดินไปแช่น้ำไว้สัก 1 คืน ก่อนนำมาใช้.
79. วิธีทำเครื่องแกงด้วยเครื่องปั่น ให้เติมน้ำพอท่วมเครื่องแกง แล้วจึงใช้เครื่องปั่น.
80. โขลกน้ำพริกให้ละเอียด ต้องโขลกพริกที่แช่น้ำกับเกลือก่อน แล้วใส่หอมแดงกับกระเทียมที่หลัง.
81. ดับกลิ่นกระปิที่ติดมือ เอามือไปขยำเมล็ดข้าวสารในถัง ขยำ 2-3 ครั้งกลิ่นก็จะหายไปเอง.
82. แก้กลิ่นสาปไก่และเป็ด นำไปแช่ในน้ำผสมเบคกิ้งโซดา แล้วนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ ประมาณครึ่งชั่วโมง.
83. ผลไม้รักษา โรคตับอักเสบและดีซ่าน ใช้รากองุ่นสด 30-90 กรัมต้มน้ำรับประทาน.
84. วิธีรักษาโรคบิด ใช้ใบฝรั่งรับประทาน.
85. รักษาภาพโปสเตอร์ ใช้ยาขัดรองเท้าชนิดที่ไม่มีสี เช็ดภาพโปสเตอร์ก่อนที่จะนำมาติดโชว์.
86. วิธีรักษาโลหะไม่ให้ผุกร่อน ให้ใช้วาสลินทาผิวของโลหะทุกครั้งที่ใช้ และนำมาทำความสะอาด จะทำให้ทำความสะอาดได้ง่ายและเช็ดแห้งเร็ว.
87. วิธีแก้หัวเทียนบอด ใช้น้ำมันละหุ่งแดงละลายผสมในน้ำมันรถ.
88. ขจัดรอยไหม้ในกะทะ นำกะทะตั้งไฟ ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย แล้วเอาหัวหอมทุบพอแตก 3-4 หัวต้มจนเปื่อย จากนั้นนำกะทะไปล้างตามวิธีปรกติ.
89. ต้มถั่วแดงไม่ให้แข็งกระด้าง ต้มให้เปื่อยเสียก่อนแล้วจึงนำไปต้ม.
90. ต้มเป็ดพะโล้ให้เนื้อนุ่ม ให้ใส่น้ำแข็งขณะต้ม โดยใส่ทุกระยะที่น้ำเป็ดพะโล้เดือด
91. วิธีทำความสะอาดเครื่องเคลือบทองเหลือง ให้นำหัวหอมต้มในน้ำจนเดือด แล้วใช้หัวหอมขัดเครื่องเคลือบนั้น สิ่งสกปรกที่ติดค้างจะหลุดออกไป.
92. ขอดเกล็ดปลาด้วยวิธีง่ายๆ นำปลาไปแช่ในน้ำเดือดพล่านประมาณ 1 นาที รอจนปลาแห้ง จะดึงเกล็ดปลาออกเป็นแผ่นๆ ได้โดยง่าย เนื้อปลาจะไม่หลุดติดเกล็ดออกมาเลย.
93. ขูดปลาไหลโดยไม่ต้องใช้ใบข่อย เอามือจุ่มน้ำ แล้วไปกำขี้เถ้านำมารูดปลาไหลไม่กี่ครั้ง ก็จะหมดเมือกไปในที่สุด.
94. แก้ปัญหาข้าวสุกๆดิบๆ ละลายน้ำเกลือแล้วพรมลงบนฝาหม้อ โดยต้องปิดฝาหม้อให้สนิทสัก10-15 นาที.
95. ยำปลาหมึกให้อร่อย นำปลาหมึกสดๆ มาหั่นแล้วล้างให้สะอาด จึงนำมาคลุกกับแป้งมันสำปะหลังให้ทั่ว ทิ้งไว้ 5 นาที นำไปล้างออก แล้วจึงนำไปลวกในน้ำเดือด ตักใส่จานปรุงรสตามชอบ.
96. ต้มไข่ไม่ให้เปลือกแตก ให้ใส่เข็มหมุดสัก 2-3 ตัว ลงในน้ำที่ใช้ต้มไข่จะทำให้ไข่ไม่แตก.
97. ไขกุญแจให้ออกง่าย ให้หาผงดินสอดำใส่เข้าไปในรูกุญแจนั้น ผงดินสอดำจะช่วยให้ไขออกง่าย.
98. ต้มปลาให้ก้างอ่อนยุ่ย ให้นำอ้อยมาปอกเปลือกตัดเป็นเสี้ยวๆ วางลงในหม้อที่ต้มปลา และนำปลามาวางทับ เติมน้ำพอประมาณตั้งไฟสัก 40 นาที ปลาจะมีเนื้อแข็ง และก้างจะอ่อนยุ่ย.
99. อบเป็ดให้อร่อย ก่อนนำเป็ดเข้าอบให้ใช้ส้มผ่าครึ่งซีก ทาให้ทั่วตัวเป็ด แล้วนำไปอบ เป็ดจะนุ่มน่ากิน.
100. ล้างแก้วเจียรนัยให้สะอาด ให้นำเปลือกมันฝรั่งไปใส่ในแก้วเจียรนัยหรือแจกันที่มีคราบสกปรก แช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำธรรมดาจะสะอาดหมดจด.
101. ขจัดรอยจีบกระโปรง ใช้ฟองน้ำชุบน้ำส้มสายชู ทาตรงรอยจีบให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าบางๆ ทาบรีดด้วยเตารีดอุ่นๆ รอยจีบกระโปรงหรือรอยเลาะตรงขากางเกงจะเรียบหายไปตามต้องการ.
102. วิธีรักษาเครื่องซักผ้า ให้ใช้น้ำอุ่นพอประมาณ ผสมน้ำสมสายชูสักครึงลิตรใส่ลงไปในเครื่องซักผ้า เปิดสวิตซ์ทำงานปกติ น้ำส้มสายชูจะช่วยไล่คราบฝุ่นออกจากตัเครื่อง และป้องกันการอุดตันได้ด้วย.
103. ทำน้ำเชื่อมให้ดูน่ารับประทาน ใส่เปลือกไข่ที่ขยี้ให้ละเอียดลงไปสัก 2-3 ฟอง ขณะเคี่ยวน้ำเชื่อม ตั้งทิ้งไว้จนมีฟองสกปรกขึ้นมา ช้อนฟองออกเคี่ยวต่อไปจนฟองสกปรกหมดจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง.
104. ทำวุ้นให้ใสแวววาว ต้มน้ำวุ้นให้เดือดได้ที่ก่อน แล้วจึงเติมน้ำตาล ปิดไฟทันที และคนให้ละลาย การเคี่ยวน้ำตาลนานๆ จะทำให้ได้วุ้นมีสีขุ่นไม่ใสแวววาว.
105. วิธีกำจัดมดในครัว ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดตรงทางเดินมด มดจะไม่เดินมาบริเวณที่เราเช็ดด้วยน้ำส้มสายชูไว้.
106. ลวกลูกชิ้นปลาที่เก่าและเหม็นคาวให้อร่อย ลูกชิ้นปลาที่แช่ตู้เย็นไว้นานๆแล้วมีกลิ่นเหม็นคาว ให้ล้างด้วยน้ำผสมกับน้ำส้มสายชู จากนั้นจึงลวกลูกชิ้น แล้วค่อยนำไปประกอบอาหาร.
107. หากทำแกงเผ็ดหรือน้ำซุปแล้วมีรสเค็มเกินไป ให้ฝานมันฝรั่งดิบ ลงไปเคี่ยวต่อจนมันฝรั่งสุก หากเป็นประเภทพะโล้ หรืออาหารตุ๋นที่เค็มไป ควรเติมน้ำส้มสายชูและน้ำตาลลงไปอย่างละ 1 ช้อนชาจะช่วยลดความเค็มลงได้.
108. ป้องกันแมลงรบกวนข้าวสาร ใช้ใบมะกรูดวางไว้บนข้าวสาร หรืออาจจะใส่ผสมปนเปไว้ในข้าวสารเลยก็ได้ ซึ่งหากข้าวสารมีจำนวนมาก ก็ใส่ใบมะกรูดมากหน่อย รับรองจะไม่มีแมลงมารบกวนอีกต่อไป หากข้าวสารยังใช้ไม่หมดแต่ใบมะกรูดที่วางไว้แห้งหรือหมดกลิ่นไปแล้วก็ให้เปลี่ยนใบมะกรูดเสียใหม่ ไม่งั้นเดี๋ยวเจ้าแมลงได้ใจกลับมารบกวนอีก.

ความเป็นมาของโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตแม่โจ้ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2538 และทรงมีพระบรมราโชวาท ความตอนหนึ่งว่า “...ทุกวันนี้ แม้ประเทศของเราจะพัฒนาด้านอุตสาหกรรมไปมากแล้วก็ตาม แต่การเกษตรก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จะละเลยทอดทิ้งมิได้ ....ทฤษฎีใหม่เป็นวิธีปฏิบัติอีกแนวทางหนึ่ง ที่คิดค้นขึ้นสำหรับเกษตรกรที่มีที่ดินจำนวนน้อย....ฯลฯ” มหาวิทยาลัยแม่โจ้สนองพระบรมราโชวาทจึงได้ตั้งฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ฯ ขึ้นและแบ่งพื้นที่จำนวน 10 ไร่ออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ น้ำ30% นาข้าว30% ไม้ผล30%และที่อยู่อาศัย10%

การดำเนินโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 1. การปรับพื้นที่ 10 ไร่ ออกเป็นสัดส่วน 4 ส่วนคือ 30:30:30:10 ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง 30 % ของพื้นที่ (1ไร่) : ขุดสระน้ำกว้าง 40 เมตร และยาว 40 เมตร ลึก 2.50 เมตร บรรจุน้ำได้ประมาณ 4,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับเก็บไว้ใช้ตลอดเวลาการเพาะปลูก และใช้เลี้ยงปลา ส่วนที่สอง 30 % ของพื้นที่ (3 ไร่) : ปลูกข้าว โดยใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับข้าว เช่น พืชไร่(ถั่วเหลือง,งา, ข้าวโพด, ทานตะวัน และคำฝอย) ปลูกพืชทำปุ๋ยพืชสด ปลูกผักและผักสวนครัว ส่วนที่สาม 30 % ของพื้นที่ (3ไร่) : ปลูกมะม่วง,ลำไย,ลิ้นจี่ในระบบชิดเป็นหลักและปลูกผักสวนครัวพืชไร่ระหว่างแปลงไม้ผล ส่วนที่สี่ 10 % ของพื้นที่ (1ไร่) : สร้างบ้าน,โรงผลิตเชื้อจุลินทรีย์,โรงเก็บปุ๋ยหมัก, คอกสัตว์, บ่อก๊าซชีวภาพ และพื้นที่ที่เหลือปลูกพืชผักสวนครัว,พืชสมุนไพร,ไม้ผลและพืชผักริมรั้วไว้บริโภค 2. การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์และผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้กากน้ำตาลเพื่อทำปุ๋ยหมักและปุ๋ยน้ำชีวภาพจากของเหลือใช้ในครัวเรือน จากสัตว์และจากสวน เช่น มูลสัตว์ เศษกิ่งไม้ ใบไม้ เศษขยะ เศษพืช ผลไม้สุกบางชนิดและยอดพืชเพื่อผลิตฮอร์โมน การทำสารสกัดสมุนไพรไล่แมลงโดยจุลินทรีย์ เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี 3. การทดลองปลูก พืชไร่ ไม้ผล พืชผัก พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ ในแปลงนาและระหว่างแปลงไม้ผลในระบบการปลูกพืชตามฤดูกาลโดยการลดต้นทุนการผลิต และลดการใช้สารเคมี 4. การปลูกข้าวหอมมะลิ105 และข้าวหอมแดงเพื่อสีเป็นข้าวกล้องและทดลองปลูกข้าวแบบปลอดภัยจากสารพิษโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ เปรียบเทียบกับไม่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ปลูกผักและพืชไร่สลับกันในพื้นที่นา 5. การเลี้ยงสัตว์ เช่น การทดลองเลี้ยงสุกรด้วยเศษอาหารและอาหาร, ทดลองเลี้ยงปลานิลแปลงเพศร่วมกับปลาดุกบิ้กอุยใต้คอกไก่และทดลองเลี้ยงไก่สามสายเลือดบนบ่อปลา

วิธีดำเนินงาน 1. ปรับพื้นที่นา 10 ไร่ บริเวณภาควิชาพืชไร่ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ คือ 30 : 30 : 30 : 10 ดังนี้ 1.1 เนื่องจากพื้นที่ในโครงการอยู่ในเขตชลประทานจึงใช้เนื้อที่ 1 ไร่เพื่อขุดสระขนาด 40 X 40 เมตร ลึก 2.50 เมตรเป็นที่เก็บกักน้ำ 1.2 พื้นที่ส่วนที่ 2 ปรับเป็นพื้นที่นาเพื่อปลูกข้าว และปลูกพืชหมุนเวียน เนื้อที่ 3 ไร่ พร้อมทั้งขุดคู รอบพื้นที่เพื่อเลี้ยงปลาในนาข้าว 1.3 พื้นที่ส่วนที่ 3 ปรับพื้นที่เพื่อปลูกไม้ผล ทดลองปลูกมะม่วง, ลำไยและลิ้นจี่ระบบชิดบนเนื้อที่ 3 ไร่ 1.4 พื้นที่ที่เหลือปรับเป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคาร คือที่อยู่อาศัย , โรงเก็บปุ๋ยหมัก, โรงเพาะเห็ด,ยุงเก็บ ข้าว(ชั้นบน) และคอกโค+กระบือ(ชั้นล่าง),คอกสุกร(ชั้นบน)และคอกเป็ด(ชั้นล่าง) และโรงเรือนเลี้ยงไก่ สร้างบนสระน้ำเพื่อเลี้ยงไก่และให้เศษอาหารไก่ที่เหลือเป็นอาหารของปลาต่อไปนอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงหมูหลุม

วิธีดำเนินงาน(ต่อ) 2.1 ทำการเก็บตัวอย่างดินพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อวิเคราะห์คุณภาพของดิน ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่าดินมีค่า ความเป็น กรด - ด่าง เท่ากับ 5 ค่อนข้างเป็นกรด เนื่องจากพื้นที่บริเวณที่ทำการวิจัยเป็นพื้นที่ทำนาและปลูกพืชไร่มาก่อนโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี และทุกครั้งที่ปลูกพืชมักใช้จอบหมุนพรวนดินทำให้สภาพดินเป็นดินแข็งเกิดดินดาน 2.2. การขุดสระน้ำและปรับพื้นที่ ใช้รถแมคโคร ขุดสระน้ำ 1 ไร่ ขนาดเนื้อที่ของสระน้ำกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 2.50 เมตร และสูงจากดินเดิม 1.50 เมตร สามารถบรรจุน้ำได้ 5,600 ลูกบาศก์เมตร โดยนำดินชั้นบนถมพื้นที่ปลูกไม้ผล สำหรับดินชั้นล่างถมรอบคันสระ และพื้นที่สร้างอาคารและเรือนโรง คันสระมีขนาดกว้าง 4 เมตรปลูกหญ้าแฝกรอบคันสระเพื่อป้องกันการพังทลาย ปลูกไม้ผล และพืชสมุนไพรรอบคันสระน้ำ 2.3 สำหรับเนื้อที่ปลูกข้าว 3 ไร่ (30 %) ขุดคูรอบพื้นที่นาเพื่อเลี้ยงปลาในนาข้าวสำหรับเนื้อที่อีก 30 % หรือ อีก 3 ไร่ปลูกไม้ผล และเป็นที่อยู่อาศัย พร้อมเรือนโรง และปลูกพืชผักทั่วไป 3 ไร่ (30 %) รวมเนื้อที่ทั้งหมด 10 ไร่ 3.1 สร้างที่อยู่อาศัยขนาดกว้าง 5 เมตรยาว 10 เมตรสูง 3.10 เมตร เป็นอาคาร 2 ชั้นใต้ถุนสูงหลังคามุงด้วยกระเบื้องลอนคู่มี 2 ห้องน้ำ ชั้นบนเป็นที่นอนและที่ทำงาน สำหรับชั้นล่างเป็นที่เตรียมต้นกล้า,แสดงนิทรรศการและฝึกอบรมผู้มาดูงาน 3.2สร้างยุ้งข้าวขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร สูง 3.10 เมตร เป็นอาคาร 2 ชั้นใต้ถุนสูงหลังคามุง ด้วยกระเบื้องลอนคู่ ชั้นบนเก็บข้าว และชั้นล่างเป็นคอกสัตว์(คอกวัวและคอกกระบือ) 3.3 สร้างคอกสุกรขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตรเป็นอาคาร 2 ชั้นสูง 1.50 เมตรหลังคามุงด้วย กระเบื้องลอนคู่ชั้นบนสำหรับเลี้ยงสุกร และชั้นล่างเป็นที่เลี้ยงเป็ดไข่ 3.4สร้างโรงเพาะเห็ดขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตรสร้างเป็นอาคารชั้นเดียวหลังคามุงด้วยกระเบื้อง ลอนคู่ 3.5 สร้างโรงเรือนทำปุ๋ยหมักขนาดกว้าง 4 เมตรยาว 8 เมตร สร้างเป็นอาคารชั้นเดียวหลังคามุงด้วย หลังคากระเบื้องลอนคู่ 3.6 สร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร เป็นอาคาร 2 ชั้นหลังคามุงด้วยกระเบื้องลอน คู่สร้างริมสระน้ำใช้เสาปูน 6 ต้นตั้งอยู่ในสระเพื่อให้อาคารห่างจากพื้นดินพื้นปูด้วยไม้ระแนงเพื่อให้เศษอาหารและมูลสัตว์ล่วงลงในสระน้ำเป็นอาหารปลา 3.7 สร้างเรือนโรงผักกางมุ้งเป็นเสาปูนและโครงเหล็กมี 1 โรง ขนาดกว้าง 10 เมตรยาว 40 เมตรสูง 2.50 เมตรมุงด้วยมุ้งตาข่ายสีขาวขนาด 16 ช่องต่อตารางนิ้วคลุมรอบทุกด้านพร้อมด้วยหลังคาและมีประตูเข้าออก 2 ชั้นเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืช 3.8 สร้างบ่อก๊าซชีวภาพขนาดพื้นที่กว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตรสร้างด้วยอิฐฉาบปูนป้องกันการซึมอย่าง ดี ประกอบด้วยบ่อหมักก๊าซขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร สูง 2 เมตร ประกอบด้วยท่อส่งก๊าซจากบ่อหมักไปยังห้องครัว และมีถังและท่อสำหรับใส่มูลสัตว์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง1.00 เมตรสูง 0.50 เมตร ลงไปยังถังหมักก๊าซ สำหรับบ่อล้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตรสูง 1.50 เมตร และมีบ่อพักกากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.00 เมตรลึก 2 เมตร เพื่อเก็บกากหลังจากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพเสร็จสิ้นแล้วของเหลือจากการผลิตก๊าซเป็นปุ๋ยคอกนำไปใช้หมักปุ๋ยอินทรีย์ 3.9 ระบบน้ำ ใช้ระบบการให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์หัวฉีดฝอยรัศมี 2 เมตร ติดตั้งบริเวณแปลงไม้ผลทั้งหมด แปลงผักทั้งในมุ้งและนอกมุ้ง และบริเวณรอบสระพื้นที่ที่ปลูกไม้ผลและสมุนไพรนานาชนิด 3.10 การปลูกไม้ผลบนเนื้อที่ 3 ไร่ (30%) เป็นการปลูกไม้ผลระบบชิดทั้ง 3 ชนิดได้แก่ มะม่วง 5 พันธุ์, ลำไย 3 พันธุ์ และลิ้นจี่ 3 พันธุ์ คือระหว่างแถว 4 เมตร ระหว่างต้น 2, 3 และ4 เมตรตามลำดับ ได้แก่ - มะม่วง 5 พันธุ์ คือพันธุ์โชคอนันต์ 24 ต้น,พันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์สี่ 24 ต้น,พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 30 ต้น, พันธุ์มหาชนก 18 ต้น และพันธุ์มะม่วงแก้ว(แก้วจุก) 30 ต้น รวม 126 ต้น - ลำไย 3 พันธุ์ คือพันธุ์อีดอ 42 ต้น,พันธุ์เพชรสาคร 48 ต้น และพันธุ์สีชมพู 36 ต้น รวม 126 ต้น - ลิ้นจี่ 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ฮงฮวย 48 ต้น พันธุ์จักรพรรดิ 48 ต้น และพันธุ์ค่อม 30 ต้น รวม 126 ต้น สำหรับไม้ผลอื่นๆ ได้แก่ มะพร้าว มะกรูด มะนาว มะกอกน้ำ มะปราง มะยงชิด มะม่วงพันธุ์ บุญบันดาล ฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ ต้นยอ ทุเรียนนางแล แคบ้าน ส้มโอ อ้อย และพืชสมุนไพร 4.1 การเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์,ปุ๋ยน้ำชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร และปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ จากการทดลองทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ใช้เองเพื่อใช้กับการทำปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำชีวภาพโดยเก็บตัวอย่างจากพืชหลายชนิดและของเหลือจากสัตว์ พบว่าการใช้ของเหลือจากการเกษตรโดยเฉพาะพืชและสัตว์แม้แต่ของเหลือที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่เป็นขยะเช่นเปลือกสับปะรดเศษผักต่างๆซึ่งหาง่าย ราคาถูกไม่ก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

การผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตมานานนับเป็นพันล้านปี นับจากจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นเกิดขึ้นบนโลก จุลินทรีย์มีทุกแหล่งในโลกจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม (อากาศ อุณหภูมิ ความชื้น) แหล่งอาหาร ความเป็นกรดเป็นด่าง แม้แต่ความมากน้อยของสารเคมี ถ้าสารเคมีที่เป็นปฏิปักษ์กับจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์มีมากกว่าก็แสดงว่าจุลินทรีย์ที่เป็นโทษมีปริมาณมาก ทำให้ของสิ่งนั้นเสียและมีกลิ่นเหม็น โดยทั่วไปเราคงทราบแล้วว่าสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ กุ้ง หอย ปู ปลาแม้แต่มนุษย์ และพืชมีจุลินทรีย์อยู่ในตัวเอง มีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาแล้ว จุลินทรีย์แต่ละตัวจะทำหน้าที่ต่างกัน เช่นจุลินทรีย์ใน วัว ควาย ม้า ช้าง จะทำหน้าที่ย่อยหญ้า หรืออาหารที่มันกินให้เป็นโปรตีน ธาตุอาหาร ไวตามินและพลังงาน เพื่อการเจริญเติบโตและการมีชีวิตที่ยืนยาว ดังนั้นจุลินทรีย์จึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีประโยชน์อย่างมหาศาลที่เรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ แหล่งน้ำ ดิน และอากาศที่สะอาดเป็นแหล่งที่จุลินทรีย์ดีๆเกิดขึ้นมากมาย พบว่าจุลินทรีย์มีทั้งที่ต้องการอากาศ และไม่ต้องการอากาศ และจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศสามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพที่ไม่มีอากาศ แม้แต่จุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศก็สามารถอาศัยอยู่ในสภาพที่มีอากาศได้ ดังนั้นจุลินทรีย์ที่ดีๆ จะอยู่ร่วมกัน มีการพึ่งพาอาศัยกัน และขยายพันธุ์เร็วใช้เวลาขยายพันธุ์ประมาณ 3 – 72 ชั่วโมงมีหลายแสนล้านตัว นอกจากนี้พบว่าจุลินทรีย์ที่เลี้ยงในสภาพที่ต้องการอากาศมีความแข็งแรงสูงสามารถสู้กับจุลินทรีย์ที่มีปัญหาได้แต่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องเพราะชีวิตของจุลินทรีย์สั้น ถ้าปล่อยไว้นานๆจุลินทรีย์จะเพิ่มปริมาณสู้กับจุลินทรีย์ที่เป็นโทษไม่ได้ จุลินทรีย์ MMO1(Maejo Micro-Organisms : สูตรที่ 1) เป็นจุลินทรีย์ที่คัดแยกจากเชื้อจุลินทรีย์จากธรรมชาติจากป่า จากดิน และจากสิ่งมีชีวิตเพื่อคัดแยกในห้องปฏิบัติการเพื่อคัดแยก จุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์และเพิ่มปริมาณให้มากเพื่อใช้สำหรับการเกษตรกรรม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สาเหตุที่ดำเนินการเช่นนี้เนื่องจากสัตว์ที่กินวัชพืชหรือหญ้าเพียงอย่างเดียวเหตุไรสัตว์จึงเจริญเติบโตและแข็งแรง นอกจากนี้ยังพบว่าสุขภาพสัตว์ที่กินหญ้าอย่างเดียวมีอายุยืนยาวอีกด้วย จากการศึกษาพบว่าในท้องสัตว์มีจุลินทรีย์หลายชนิดที่ทำหน้าดังกล่าว บางครั้งมีผู้บริโภคใช้จุลินทรีย์จากสัตว์เรียกว่าขี้เพลี้ยมาผสมอาหารบริโภคเช่นทางภาคเหนือผสมทำลาบเป็นต้น จึงนำแนวคิดนี้มาคัดแยกจุลินทรีย์เพื่อใช้ในการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยทั้งผู้ใช้ ผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ย่อยอินทรีย์วัตถุให้เป็นธาตุอาหารแก่พืช สร้างภูมิคุ้มกันให้พืช สร้างความเจริญเติบโต ออกดอก ออกผล และกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคพืชทุกชนิด จุลินทรีย์ชีวภาพ MMO1 (Maejo Micro-Organisms)สูตรที่ 1 ประกอบด้วย Saccharomyces cerevisiae MJU 3349 High Lysine,Rhodotorula rubra MJU 1934 High Beta-Carotene,และPhaffia rhodozyma MJU 2003 High Astaxanthin. นอกจากนี้ประกอบด้วยจุลินทรีย์ ดังนี้ Bacillus,Lactobacillus, Aerobacter,Aspergillus,Clostridium,Fusarium,Nitrobacter,Nitrosomonas, Rhizopus,Pediococus การขยายเชื้อจุลินทรีย์ MMO1 ใช้กากน้ำตาล น้ำสะอาด และอาหารเฉพาะ สำหรับ การทำ ปุ๋ยหมักให้ใช้ จุลินทรีย์ MMO1จำนวน 1 ลิตรผสมกับกากน้ำตาล 1 กก. ผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร และอาหารเฉพาะ 1 ลิตร (เรียกว่าจุลินทรีย์MMO1ขยาย) หมักไว้ 4, 8, 12, 16, 20 และ 24 ชั่วโมง โดยเติมอากาศออกซิเจนตลอดเวลา จากการทดลองนับจำนวนโคโลนีในจุลินทรีย์MMO1ขยายพบว่า รายละเอียดตัวอย่าง ผลการทดสอบ เวลา 4 ชั่วโมง 7.7x109 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร เวลา 8 ชั่วโมง5.7x109 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร เวลา 12 ชั่วโมง7.2x109 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร เวลา 16 ชั่วโมง6.0x109 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร เวลา 20 ชั่วโมง8.3x109 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร เวลา 24 ชั่วโมง7.1x1011 โคโลนีต่อตัวอย่าง 1 มิลลิลิตร 5.การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพและการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ 5.1 อุปกรณ์ที่ใช้ในการปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ 1.เครื่องสับกิ่งไม้ 2.วัสดุการเกษตรที่หาง่าย เช่น ฟางข้าว เศษใบไม้ เศษกิ่งไม้ เศษพืชทุกชนิด และแกลบดิบ 3.มูลสัตว์ เช่น มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ และแกลบผสมมูลไก่ 4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ MMO 5.กากน้ำตาล 6.รำข้าว 7.พลาสติกดำ 8.เครื่องวัดอุณหภูมิและ 9.น้ำ การทำปุ๋ยหมัก ใช้มูลสัตว์แห้งและหาง่าย หมักกับแกลบดิบหรือแกลบเผา และรำข้าว (รำข้าวเป็นอาหารที่ดีของจุลินทรีย์) เศษกิ่งไม้ ใบไม้สับให้เป็นชิ้นเล็กๆ กิ่งไม้ ใบไม้สับจะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายเร็วกว่าที่ไม่สับ นอกจากนี้ยังใช้กับเศษอาหารในครัวเรือน โดยการสับเศษผัก เปลือกผลไม้ ผสมกับเศษอาหารที่บริโภคเหลือที่ย่อยสลายได้ทั้งหมด ข้อสำคัญต้องแยกเอาน้ำแกง หรือน้ำที่มีไขมันต่างๆออกก่อน วิธีการทำปุ๋ยหมัก ใช้มูลสัตว์โรยเป็นชั้นๆ สลับกับวัสดุรองรับอื่นๆ ปูเป็นชั้นบางๆ หนาประมาณ 1- 3 ซม.ต่อชั้น ได้แก่กิ่งไม้ใบไม้สับรองชั้นล่างหนา 1-2 ซม.ชั้นที่ 2 มูลสัตว์แห้งบดให้ละเอียด ราดด้วยจุลินทรีย์ MMO1ขยายพอชื้น ชั้นที่ 3 โรยรำละเอียด ชั้นที่ 4 โรยแกลบดิบ 1 – 2 ซม.อย่างละ 1:1:1:1:1 ส่วนตามลำดับ กระทำหลายๆชั้นตามที่วัสดุมีอยู่ ให้คลุกผสมกันราดด้วยจุลินทรีย์ MMO1 ขยาย (อัตรา 1 ลิตรต่อกากน้ำตาล 1 กก.ต่อน้ำสะอาด 100 ลิตร) ราดบนกองปุ๋ยหมักทุกๆชั้น เมื่อผสมแล้วให้กองปุ๋ยหมักมีความชื้น 50 - 60 % กลี่ยกองปุ๋ยสูงประมาณ 50 – 60 ซม. คลุมด้วยพลาสติกหรือทางมะพร้าวเพื่อป้องกันแสงแดด หลังจากหมักแล้วจะมีความร้อนเกิดขึ้น ให้กลับกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อน 2 – 3 ครั้ง สังเกตดูกองปุ๋ยมีเชื้อราเกิดขึ้นและกลิ่นหอม กรณีที่มีวัสดุเศษเหลือจากสวน เช่น ใบไม้ กิ่งไม้ เศษฟางข้าว เศษหญ้า เปลือกถั่ว เศษวัสดุชนิดนี้จะย่อยสลายช้า ข้อสำคัญเศษพืชทุกชนิดต้องย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆดีที่สุดเพื่อทุกส่วนของวัสดุสัมผัสกับจุลินทรีย์และกากน้ำตาลมากที่สุด 5.2 การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ และผลการวิเคราะห์ วัสดุที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก 1. ปุ๋ยคอก (มูลวัว) 200 กิโลกรัม 2. ปุ๋ยมูลไก่ 200 กิโลกรัม 3. รำละเอียด 150 กิโลกรัม 4. แกลบดิบ 50 กิโลกรัม 5. เศษใบไม้บดหรือเศษวัชพืช 100 กิโลกรัม) 6. โดโลไมท์ 100 กิโลกรัม 7. จุลินทรีย์ MMO สูตรที่ 1(ขยาย) จุลินทรีย์ 1 ลิตร กากน้ำตาล 1 กิโลกรัมและน้ำสะอาด100 ลิตร วิธีทำ นำมูลวัว มูลไก่ มาเข้าเครื่องบด แล้วนำวัสดุที่ใช้มาผสมให้เข้ากัน แล้วราดด้วย MMOสูตรที่ 1 (ขยาย) ให้ได้ความชื้น 50-60 % คลุมด้วยกระสอบป่าน กองปุ๋ยหมักจะมีอุณหภูมิร้อนถึง 40-50 องศาเมล็ดวัชพืชที่ติดมากับมูลสัตว์จะถูกทำลาย วันที่ 2 ให้กลับกองปุ๋ยหมัก อุณหภูมิจะลดลง และกลับกองปุ๋ยอีกครั้ง วันที่ 3 - 4 ใช้เวลาในการหมักประมาณ 7-10 วัน การกลับกองปุ๋ยแต่ละครั้งเพื่อลดอุณหภูมิ กองปุ๋ยร้อนเกินไปจุลินทรีย์ที่ดีๆอาจจะตาย แต่อย่างไรก็ตามจุลินทรีย์ในธรรมชาติมีหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มสามารถเติบโตและขยายปริมาณได้เสมอ เมื่อความชื้นแตกต่างกันกองปุ๋ยจะมีกลิ่นหอมเมื่อปุ๋ยหมักและจุลินทรีย์ขยายปริมาณมากขึ้น นำไปใช้ในการทดลองปลูกพืช 5.3 การศึกษาอุณหภูมิในกองปุ๋ยจากการทำงานของจุลินทรีย์MMO1 การผลิตปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อให้เกิดการหมักที่สมบูรณ์ต้องอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพโดยใช้จุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศในการหมัก มีหลักการย่อยสะลายปุ๋ยให้มีคุณภาพต้องอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อย จุลินทรีย์นั้นต้องมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนสมดุล การย่อยเศษพืชหรือวัตถุดิบทำปุ๋ยต้องทำให้เป็นชิ้นเล็กที่สุดเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานง่ายหมายถึงทุกส่วนของวัตถุดิบสัมผัสกับจุลินทรีย์มากที่สุดจะทำให้วัตถุดิบย่อยสะลายง่าย ทำการศึกษาวัดอุณหภูมิ 3 เวลาต่อวัน คือ 09.00 น.,12.00 น.และ 15.00 น.จากศึกษาพบว่า วันที่ 1 อุณหภูมิระยะแรกของการหมักเริ่มสูงขึ้น 45 – 52 องศาเซลเซียส วันที่ 2 อุณหภูมิ 40 – 48 องศาเซลเซียส ในวันที่ 2 กลับกองปุ๋ยเพื่อระบายอากาศและวัดอุณหภูมิวันที่ 3 วัดได้ 37 – 45 องศาเซลเซียส วันที่ 4 วัดอุณหภูมิได้ 38 – 42 องศาเซลเซียส กลับกองปุ๋ยครั้งที่ 2 และวัดอุณหภูมิวันที่ 5 วัดได้ 20 – 34 องศาเซลเซียส และวันที่ 6 และ 7 อุณหภูมิลดลง พบว่ากลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นมูลสัตว์หรือวัตถุดิบไดๆ แสดงว่าการหมักปุ๋ยได้ที่บางครั้งเรียกว่าฮิวมัส และนำปุ๋ยหมักไปตรวจวิเคราะห์สารอาหารต่อไป ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยหมัก -ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) 7.47 -ความชื้น 47.51 % -ไนโตรเจนทั้งหมด 2.08 % -ฟอสฟอรัสทั้งหมด 1.87 % -ฟอสฟอรัสที่มีประโยชน์ 1.69 % -โพแทสเซียมที่ละลายในน้ำ 0.95 % 5.4 การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ได้จากสัตว์ วัสดุเหลือใช้ไม่ว่าเศษปลา หัวปลา ไส้ปลา กระดูกปลาหรืออื่นๆ แม้กระทั้งหอยเชอรี่และไข่หอยเชอรี่ประกอบด้วยโปรตีน 20 – 50 % เมื่อผ่านกระบวนการหมักการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์แล้ว จะได้ธาตุอาหารที่หลากหลายประกอบด้วย อาหารหลัก อาหารรองและอาหารเสริม นอกจากนี้ยังพบว่าปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผ่านการหมักยังได้กรดอะมิโนและไนโตรเจนอีกด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ 1.ถังพลาสติกขนาด 100 - 200 ลิตร 2.ถุงปุ๋ย(กระสอบปุ๋ย) 3.วัสดุรองรับหมายถึงวัสดุการเกษตรที่เหลือใช้ทุกชนิด 4.กากน้ำตาล 5.เชื้อจุลินทรีย์ MMO 6.รำข้าว 7.น้ำสะอาด 5.5 การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากหอยเชอรี่ (ขนาดถังบรรจุ 200 ลิตร) 1.หอยเชอรี่ 10 ส่วน (120 กิโลกรัม) 2.กากน้ำตาล 3 ส่วน (45 กิโลกรัม) 3.เชื้อจุลินทรีย์ MMO1 1 ส่วน (จุลินทรีย์ขยาย 12 ลิตร) 4.รำข้าว 1 ส่วน (12 กิโลกรัม) 5.น้ำสะอาดพอท่วมหอยเชอรี่ (การขยายเชื้อจุลินทรีย์โดยใช้จุลินทรีย์ MMO1:กากน้ำตาล:น้ำสะอาด อัตรา 1:1:20) วิธีทำ 1.นำหอยเชอรี่ล้างน้ำสะอาดให้ใส่เครื่องบดละเอียดใส่ถังขนาดบรรจุ 200 ลิตรพร้อมที่ล็อดปิด ฝาถังสนิท 2.ใส่กากน้ำตาล จุลินทรีย์ขยาย รำข้าวและน้ำสะอาดคนให้ผสมกันเพื่อวัสดุทั้งสัมผัสหอยเชอรี่ทุกส่วน และปิดฝาถังสนิทเพื่อป้องกันจุลินทรีย์จากภายนอก 3.ระหว่างการหมักให้ระวังฝาถังระเบิดเพราะจุลินทรีย์หายใจเกิดก๊าซภายในถังต้องคอยสังเกตเปิด - ปิดเพื่อระบายอากาศและคนเป็นครั้งคราวหมักไว้นาน 3 เดือน หลังจากนั้นแยกน้ำใส่ขวดปิดฝาสนิทส่วนกากทำปุ๋ยหมัก 4.กรณีไม่มีเครื่องบดให้ล้างหอยเชอรี่ให้สะอาดแล้วบรรจุหอยเชอรี่ในถุงปุ๋ยเคมีและทุบให้หอยเชอรี่เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ในถังพลาสติกเติมส่วนผสมตามสูตรดังกล่าวแล้วมัดปากถุงให้แน่นและใช้ก้อนหินหรือของหนักทับถุงปุ๋ยให้จมน้ำ น้ำปุ๋ยชีวภาพที่ออกมาจะได้นำไปใช้ในการทดลอง 5.6 การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากเศษปลา กระทำเช่นเดียวกับการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากหอยเชอรี่ 5.7 การทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากพืชหรือของเหลือใช้จากครัวเรือน การเตรียมปุ๋ยน้ำชีวภาพจากพืชหรือของเหลือใช้ โดยใช้พืชหรือของเหลือใช้จากครัวเรือนต่อเชื้อจุลินทรีย์ต่อกากน้ำตาลและน้ำสะอาด อัตราส่วน 3 : 1 : 1 : 5 – 10 หมายถึง ใช้เศษพืชและของเหลือใช้จากครัวเรือน 3 ส่วน : กากน้ำตาล 1 ส่วน : เชื้อจุลินทรีย์ MMO1 ขยาย 1 ส่วน และน้ำสะอาด 5 – 10 ส่วน หรือน้ำพอท่วมพืชและของเหลือใช้นั้นๆ ตัวอย่างเศษพืชหรือของเหลือใช้เช่น เศษหญ้าสนาม ฝักทอง ยอดไมยราบยักษ์ มูลสัตว์ ตะไคร้หอม สะเดา มะกูด และเศษอาหารในครัวเรือน บรรจุในถังพลาสติก และในไหปิดฝาสนิทป้องกันแมลงวัน(แต่พบว่าหนอนที่เกิดจากแมลงวัน ตัวหนอนโตแต่เป็นหมัน) หมักไว้ 7 วัน แล้วแยกน้ำที่ได้ใส่ขวดสะอาดปิดฝาสนิทและนำกากที่เหลือทำปุ๋ยหมักหลังจากนั้นเก็บน้ำปุ๋ยชีวภาพในที่ร่ม 5.8 การเตรียมสารสกัดสมุนไพรเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช การนำสมุนไพรมาเพื่อใช้ในการควบคุมแมลงและโรคพืช เนื่องด้วยสมุนไพรมีรสต่างๆกันเช่นมีรสขม ฝาด เผ็ดร้อน เปรี้ยว มัน หวาน และหอมเย็น นอกจากนี้พบว่าในพืชสมุนไพรเมื่อนำมาสกัดด้วยวิธีที่ต่างกันเช่นหมัก ต้ม สารดังกล่าวเรียกว่าสารพฤกษเคมี(Phytochemical) การเตรียมสารสกัดสมุนไพร มี 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น 1.1สุราขาวหรือแอลอกฮอล์1 ส่วน(ลิตร) 1.2น้ำส้มสายชู 1 ส่วน(ลิตร) 1.3 จุลินทรีย์MMO1 1 ส่วน(ลิตร) 1.4 กากน้ำตาล 1 ส่วน(ลิตร) 1.5 น้ำสะอาด 10 ส่วน(ลิตร) ผสมกันหมักไว้ 12 วันเพื่อให้จุลินทรีย์ขยายในสารละลายเข้มข้น ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมสมุนไพรด้วย วิธีหมัก พืชสมุนไพรที่ใช้สำหรับหมัก เช่น ใบพลู ว่านหางจระเข้ ดีปลี พริกไทย กระเทียม กระชาย มะแขว่น ไพล พริก กานพลู มะคำดีควาย วิธีทำ 1. ชั่งสมุนไพรอย่างละ 2 – 5 กิโลกรัม และล้างสมุนไพรด้วยน้ำให้สะอาด 2. สับหรือปั้นให้ละเอียดประมาณ 50 กิโลกรัม 3. ผสมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้น1 ลิตร 4. ผสมน้ำสะอาด 100 ลิตร 5. ปิดฝาสนิทหมักไว้ 1 คืน ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมสมุนไพรด้วยวิธีต้ม พืชสมุนไพรที่สำหรับต้ม เช่น สะเดา, น้อยหน่า ขี้เหล็ก ตระไคร้หอม,ข่า, ขิง บอระเพ็ด, หนอนตายหยาก ฟ้าทะลายโจร ว่านสาวหลง ผกากรอง ฟ้าทะลายโจร กระเพราช้าง(ใบจันทร์), สาบเสือ,ยูคาลิบ วิธีทำ 1. ชั่งสมุนไพรอย่างละ 2 – 5 กิโลกรัม และล้างสมุนไพรด้วยน้ำให้สะอาด 2. สับหรือปั้นให้ละเอียดประมาณ 50 กิโลกรัม 3. ใส่ถังขนาด 200 ลิตรที่มีฝาล็อคปิดสนิทแต่ให้มีรูระบายอากาศที่ฝาถัง 4. เติมน้ำสะอาดจนท่วมพืชสมุนไพร 5. ต้มจนเดือดจับเวลาหลังจากน้ำเดือดแล้วประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง 6. ดับไฟตั้งทิ้งไว้จนเย็นใช้เวลา 1 คืน ขั้นตอนที่ 4 การหมักสมุนไพรป้องกันและกำจัดศัตรูพืช วิธีทำ โดยนำสารสกัดสมุนไพรจากขั้นตอนที่ 2 และขั้นตอนที่ 3 มาผสมกันและเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นอัตราส่วน 30 ซีซีต่อน้ำสมุนไพรทั้ง 2 ขั้นตอนจำนวน 1 ลิตร (ดังนั้นน้ำทั้งขั้นตอนที่ 2 และขั้นตอนที่ 3 จำนวน 150 ลิตร ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์เข้มข้นจำนวน 4.5 ลิตร) หมักไว้ 7 วันจะได้สารสกัดสมุนไพร(ขั้นตอนที่ 4)เพื่อใช้ในการทดลองแทนการใช้สารเคมีป้องกันและควบคุมศัตรูพืช 5.9 ผลการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมัก จากการวิเคราะห์ปริมาณธาตุอาหารในน้ำหมักชีวภาพจากการทดลองหมักเพื่อใช้ในการวิจัยกับ นาข้าว การปลูกไม้ผล พืชผัก ไม้ตัดดอก และพืชไร่ ตามแผนการทดลอง จากการวิเคราะห์ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำหมักพบว่าน้ำหมักชีวภาพมีระดับความเป็นกรดเป็นด่างต่างกันคือ พบว่าค่อนข้างเป็นกรดซึ่งอยู่ระหว่าง 3.8 - 5.3 ดังตารางที่1 และพบว่าปริมาณไนโตรเจนที่พบว่ามีมากที่สุดคือน้ำหมักยอดไมยราบยักษ์มีธาตุไนโตรเจนสูงถึง 1.47 % รองลงมาคือน้ำหมักเศษปลามีธาตุไนโตรเจน 0.81 % และพบว่าน้ำหมักจากหอยเชอรี่มีธาตุไนโตรเจน 0.48 % สำหรับปริมาณธาตุแอมโมเนียมไนโตรเจนพบว่าน้ำหมักเศษปลามีธาตุแอมโมเนียมไนโตรเจนสูงที่สุดคือ 1,012 ppm รองลงมาคือน้ำหมักหอยเชอรี่มีธาตุแอมโมเนียมไนโตรเจน 924 ppm และพบว่าปริมาณธาตุฟอสฟอรัสมีในน้ำหมักเศษปลามากที่สุดคือ 0.61 % นอกจากนี้พบว่าปริมาณธาตุโปรแตสเซียมมีมากในน้ำหมักเศษปลามากที่สุดคือ 1.10 % รองลงมาคือ น้ำหมักหอยเชอรี่, น้ำหมักฝักทอง, น้ำหมักสับปะรด, น้ำหมักมูลสัตว์, น้ำหมักสะเดา, น้ำหมักยอดไมยราบยักษ์, น้ำหมักหญ้า, น้ำหมักตระไคร้หอม และน้ำหมักมะกรูด เท่ากับ 0.98 %, 0.72 %, 0.68 %, 0.65 %, 0.63 %, 0.58 %, 0.57 %, 0.56 %และ 0.37 % ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดเป็นธาตุอาหารหลักของพืช นอกจากนี้ยังพบว่ามีธาตุอาหารรองได้แก่ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม โดยธาตุแคลเซียมพบว่ามีมากที่สุดในน้ำหมักเศษปลามีธาตุอาหา 1.20% รองลงมาคือน้ำหมักหอยเชอรี่มีธาตุอาหาร 0.72% สำหรับธาตุแมกนีเซียมพบว่ามีธาตุอาหารมากที่สุดในน้ำหมักเศษปลา คือ 0.20 % และธาตุอาหารเสริมในสารสลายพบว่าน้ำหมักชีวภาพที่ทำการหมักประกอบด้วย ธาตุเหล็ก, แมงกานีส และสังกะสีซึ่งมีปริมาณธาตุอาหารมากน้อยต่างกัน

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

11 วิธีเด็ดๆ จัดการคอมพ์เก่าเก็บไม่ได้ใช้


หลังจากที่ได้คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มา คนส่วนใหญ่หลายๆ คนก็จะเริ่มไม่สนใจใยดีกับคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า เริ่มใช้งานทิ้งๆ ข้างๆ หรือจนถึงขั้นโยนทิ้งเลยด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้แปลว่าต้องทำแบบนั้น เพราะผมจะมาแนะนำ 11 วิธีจัดการคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของคุณ


แน่นอนว่า เวลาที่คุณได้สิ่งของหรือของขวัญชิ้นใหม่มา คุณก็คงจะไม่อยากใช้ของเก่าที่ใช้กันมานานนมแล้ว ไม่เว้นแม้แต่คอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ที่ทำงานได้ช้า อืดอาด จนทำให้คุณเซ็งทุกครั้งที่ใช้งานมัน พอได้คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่มาที่มีซีพียูเจ๋งๆ แบบ Dual-core หรือ Quad-core มีแรมเพิ่มขึ้น การ์ดจอที่เล่นเกมส์ได้ไหลลื่น คุณก็คงจะไม่สนใจใยดีกับคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าอีกแล้วแน่ๆ จัดแจงนำมันไปวางไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของห้องแน่นอน แต่คุณก็ยังคงรู้สึกว่า ไม่ได้อยากจะโยนมันทิ้งไปเพราะเกิดอาการเสียดายของขึ้นมา ดังนั้นผมมี 11 วิธีในการจัดการคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าเก็บให้มีประโยชน์ เหมาะสมในคุณค่าของมันที่ยังคงเหลืออยู่ มาแนะนำคุณ ไปติดตามกันได้เลยครับ


1. จัดให้เป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์

ถ้าบ้านของคุณมีการใช้ระบบเครือข่ายภายในบ้านอยู่แล้ว ผมก็อาจจะแนะนำว่า ให้นำคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของคุณมาทำระบบ NAS (Network Attach Storage อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงที่ใช้เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย) เพื่อใช้กันภายในบ้านหรือไม่ก็นำไปทำเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ จะได้ใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาคอมพิวเตอร์รุ่นเก่ามาเชื่อมต่อกับเครือข่าย เพราะการวางระบบของคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปส่วนใหญ่ ไม่ได้ออกแบบโครงสร้างเพื่อให้ใช้งานเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือสำหรับระบบจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบไว้นั่นคือ เครื่องคอมพิวเตอร์เก่านั้นมีประสิทธิภาพที่ถูกซ่อนไว้อยู่ เพียงแต่ต้องไปตั้งค่าใน BIOS ให้เหมาะสมกับการเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์หน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตั้งค่าพัดลมระบายอากาศ อยู่ในโหมดเงียบ เพื่อที่จะช่วยประหยัดพลังงานในขณะที่ไม่ได้ใช้เครื่อง แถมยังช่วยให้ห้องเงียบขึ้น ส่งเสียงรบกวนคุณน้อยลงด้วย

แต่การตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่คุณจะรู้สึกแปลกๆ หน่อยที่ว่า ต้องตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องแบบไม่มีจอ ออกแนวๆ “เสมือนคนไร้หัว” แถมไม่ต้องต่อทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดอีกด้วย เพราะใช้เพียงครั้งเดียวแค่ตอนที่ปรับตั้งค่าต่างๆ เท่านั้น และเมื่อกำหนดค่าเรียบร้อยแล้วก็ตรวจสอบให้ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาปรับกันใหม่ หลังจากนั้นทั้งเมาส์และคีย์บอร์ดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

นอกจากนั้นระบบปฏิบัติการที่เลือกใช้ ก็ควรจะเลือกนำมาติดตั้งให้เหมาะสมด้วย สำหรับการเก็บข้อมูลของแอพพลิเคชัน โดยเฉพาะถ้ามีผู้ใช้งานอยู่ในเครือข่ายหลายท่าน โดยคุณอาจจะเลือกใช้ระบบปฎิบัติการได้ทั้ง Windows XP, Windows Vista หรือ Windows 7 ก็ได้ตามแต่สเปคเครื่องเก่าจะสามารถรองรับการใช้งานได้ และควรจะแบ่งพาร์ติชันให้กับฮาร์ดดิสก์ รวมไปถึงการสร้างบัญชีรายชื่อผู้ใช้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถเปิดการทำงานของเครื่องได้ และกำหนดขนาดของสตอเรจสำหรับผู้ใช้แต่ละคนเอาไว้ด้วยก็ดี

หรือหากคุณไม่อยากใช้ระบบปฎิบัติการปกติที่ผมบอกไปละก็ ผมจะแนะนำให้คุณหา Windows XP Home Server มาใช้งานจะดีกว่าเพราะจะเป็นระบบปฎิบัติการที่ใช้งานด้านเซิร์ฟเวอร์ภายในบ้านได้ตรงกับจุดประสงค์มากที่สุด หรือไม่ก็ใช้โปรแกรมที่มีชื่อว่า FreeNAS ที่เป็นซอฟต์แวร์แบบ OpenSource ที่จะเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็น NAS ได้ง่ายๆ โดยมีพื้นฐานการทำงานเหมือน FreeBSD หรือ Unix Variant

แต่ถ้าคุณไม่อยากสร้างความยากลำบากในขณะใช้เครื่อง เพราะต้องยึดติดกับโอเอสชนิดใดชนิดหนึ่งให้ดาวน์โหลด NAS แบบเวอร์ชัน LiveCD ที่มาในรูปแบบไฟล์ ISO แล้วไรท์ลงแผ่นซีดี CD คุณก็จะสามารถนำไปบู๊ตเครื่องบนไดรฟ์ออฟติคอลได้ และทำงานได้จากหน่วยความจำภายในเครื่อง แค่นี้คุณก็สามารถเก็บโอเอสเวอร์ชันเก่าในฮาร์ดดิสก์ได้แล้ว และใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอ FreeNAS ที่เหมาะกับความต้องการของคุณได้ในภายหลัง


เปลียนให้คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าให้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ที่ใช้เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่ายด้วยโปรแกรม FreeNAS ที่เป็น OpenSource ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับเซิร์ฟเวอร์เครื่องนี้เลย



2. บริจาคให้กับโรงเรียน

วิธีการนี้หลายคนคงใช้กันบ่อยๆ อยู่แล้ว กับการบริจาคให้กับโรงเรียนหรือวัด แต่ก่อนที่คุณจะนำคอมพิวเตอร์ไปบริจาค ผมอยากจะแนะนำวิธีการที่ดีที่คุณควรทำก่อนนำไปมอบให้ ด้วยการลองเช็กฮาร์ดแวร์เบื้องต้นว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่โบราณเกินไป และยังใช้งานใช้การได้ดีอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่เหมาะกับการทำงานระดับสูงของคุณแล้ว แต่ยังทำงานพื้นฐานทั่วๆ ไปได้ดีอยู่ แบบนี้ก็สมควรจะนำไปบริจาค เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณเสียแล้ว แต่คุณก็นำไปบริจาคแบบนี้ทางโรงเรียนหรือวัดที่ได้รับไป ก็ยังต้องเสียเงินนำไปซ่อมอีก ก็อาจจะไม่อยากได้เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ และคุณควรจะเช็กพวกระบบปฎิบัติการและซอฟต์แวร์ที่มีไว้เพื่อการศึกษาแบบราคาประหยัด และติดตั้งเครื่องให้พร้อมใช้งานเหมือนแบบที่เราซื้อคอมพิวเตอร์ออกจากร้านมาใหม่ๆ อย่างใดอย่างนั้น ซึ่งถ้าคุณทำได้ตามนี้ ได้บุญกุศลแรงแน่นอน


3. ใช้เป็นเครื่องทดสอบ

แน่นอนว่า สาวกวินโดวส์ทั้งเลย ยังไงเสียก็ต้องเคยได้ยินว่า ระบบปฎิบัติการ Linux นั้นทำงานได้ดี แต่ก็ไม่เคยได้ลองนำมาติดตั้งใช้ซักที แต่ถ้าคุณมีคอมพิวเตอร์พีซีเหลือๆ สักเครื่องแบบนี้ละก็ ครั้งจะล้างเครื่องลง Linux ใหม่ก็คงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดแน่อน เพราะยังไงก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับโปรแกรม งาน หรือข้อมูลที่อยู่ในเครื่องอยู่แล้ว หรือถ้าคุณยังอยากจะใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องเดิมอยู่ แต่อยากให้มีระบบปฎิบัติการ Linux ติดตั้งด้วย ก็แนะนำให้คุณแบ็กอัพข้อมูลออกมาให้หมดก่อน และแบ่งพาร์ติชันฮาร์ดดิสก์เอาไว้ด้วย จะได้ไม่มีปัญหาเกิดขึ้นมาในภายหลัง

ระบบปฎิบัตการ Linux ยอดฮิตที่สุด คงหนีไม่พ้น ระบบปฎิบัติการ Ubuntu ที่เป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการที่หลายคนหลงรัก และสิ่งหนึ่งที่ระบบปฎิบัติการ Linux เป็นที่รักของใครหลายๆ คน ก็เพราะว่าฟังก์ชันที่รองรับการใช้งานกับฮาร์ดแวร์รุ่นเก่านั่นเอง และการลงติดตั้งโปรแกรมนั้นก็สะดวกและง่ายดาย และยังติดตั้งได้ง่ายกว่าการลงวินโดวส์อีกด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี เหลือเพียงแค่รอเวลาให้คนมาโหลดไปใช้งานกันแบบจริงๆ จังๆ ทั่วโลกกันสักทีก็เท่านั้นเอง


ให้ทดลองใช้ Ubuntu ระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมสูงสุดของ Linux ใช้ได้กับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ซึ่ง Linux รองรับการทำงานได้เป็นอย่างดี



4. ส่งต่อให้ญาติพี่น้อง

การเปลี่ยนมือจากคอมพิวเตอร์เก่าของเรา แต่เป็นคอมพิวเตอร์ใหม่ของน้องหรือญาติ เป็นอะไรที่ดีในแง่ของการแบ่งปันสิ่งที่เราไม่ใช้แล้ว ไปให้กับผู้อื่นที่ต้องการใช้งานมากกว่าเรา ที่อย่างผมถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องไหนที่เริ่มทำงานได้ไม่เหมาะกับการใช้งานในปัจจุบันแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี

ผมก็จะเริ่มส่งต่อให้กับน้องชายน้องสายหรือลูกพี่ลูกน้องแล้ว เพราะยังไงก็ตามสเปคคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้มา 2-3 ปีนั้น เพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบันสำหรับน้องๆ แน่นอน เพราะพวกซีพียู แรม การ์ดจอ และฮาร์ดดิส์ก ยังคงเพียงพอต่อการใช้งานระดับพื้นฐานอยู่ และอีกอย่างถ้าคุณจะเอาคอมพิวเตอร์ให้ลูกหรือหลานๆ ที่ยังมีอายุไม่มากนัก กรุณาอย่าเลือกคอมพิวเตอร์สเปคสูงให้ไป เพราะเกินความจำเป็น และจะทำให้เด็กนั้นอยากได้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเกินความจำเป็นต่อการใช้งานพื้นฐาน (นอกเหนือจากว่า พวกเขาเหล่านั้นอยากเล่นเกมส์มาก หรือต้องตัดต่อวิดีโอ ไม่ก็แต่งรูปภาพนั่นเอง)

ที่สำคัญการส่งมอบคอมพิวเตอร์ให้สมาชิกอื่นในครอบครัวนั้น จะทำให้คุณกลายเป็นช่างเทคนิคประจำบ้านไปโดยปริยายอีกด้วย แต่ก่อนอื่นที่คุณไม่ควรจะลืมทำก่อนส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กับคนอื่นๆ คือคุณต้องลบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ทิ้งให้หมดและติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ให้สะอาดเอี่ยมอ่อง จะได้ไม่มีปัญหาปวดหัวและกวนใจตามมาทีหลัง


5. บริจาคเครื่องเพื่อโครงการมวลมนุษยชาติ

ถ้าไม่รู้จะทำอะไรจริงๆ แต่อยากจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคมบ้าง ก็มอบเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้วิจัยให้กับโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษย์ไปประมวลผลใช้งานดู อย่าง Folding@Home โครงการที่ให้คอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าร่วมระบบออนไลน์ เพื่อที่จะทำหน้าที่ร่วมกันประมวลผลการศึกษาโครงการการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลโปรตีน หรือจะเป็นโครงการอื่นๆ เช่น SETI@Home (ค้นหาสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก) และโครงการวิจัยการกุศลอื่นๆ เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์แล้วสมัครเข้าร่วมโครงการ จากนั้นก็ติตตั้งโปรแกรมลงเครื่องและเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเอาไว้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย



ช่วยในการวิจัยค้นคว้าด้วยการโหลดซอร์ฟแวร์ลงในคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า เพื่อตรวจจับโมเลกุลโปรตีนกับโครงการ Folding@Home




ค้นหามนุษย์ต่างดาวได้ด้วยเครื่องเก่าที่บ้านเราเอง


6. สร้างเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับเล่นเกมออนไลน์

คุณมีเกมส์สำหรับเล่นพร้อมๆ กันหลายๆ คน ที่ชอบรึเปล่า? ถ้ามีเกมส์ที่ชอบอยู่ในใจอยู่แล้วละก็ ลองเอาคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาสร้างเป็นเครื่อง Host ดูสิครับ แล้วคุณจะรู้ได้เลยว่าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่านี่แหละ ที่จะทำให้คุณรู้สึกว่ายังมีประโยชน์อยู่มากพอ ที่จะทำให้คุณเล่นเกมส์ได้สนุกยิ่งกว่าเดิม


Team Fortress2 เกมออนไลน์แบบมัลติเพลย์เยอร์ที่ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ไว้รองรับการเล่นแบบหลาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่เหมาะกับคอมพิวเตอร์เก่าๆ ซักเครื่อง



7. ใช้สำหรับเล่นเกมส์เก่าๆ

จากแนวความคิดที่จะใช้เป็นเครื่องเกมส์เซิร์ฟเวอร์ ก็ลองพิจารณาดูว่าจะเก็บไว้สำหรับเล่นเกมส์ที่คุณเคยชอบในสมัยก่อนดีกว่ามั้ย อย่างเช่น การติดตั้ง Windows 98 ซึ่งรองรับการทำงานโปรแกรมสำหรับ Window 95 หรือเกม DOS ได้ ถ้ามีแผ่นเกมเก่าๆ เหลืออยู่ซักตั้งหนึ่งก็น่าจะลองกลับไปเล่นสนุกๆ ดู แต่ถึงจะไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะไม่จำเป็นเท่าไหร่เมื่อเกมส์เหล่านั้นสามารถเล่นได้จากบริการออนไลน์ได้ เช่น Steam และ Impulse ซึ่งมีเกมส์เก่าๆ สามารถมาเล่นกับระบบปฏิบัติการปัจจุบัน และ DOSBX เป็นเหมือนกล่องที่ได้รับมรดกตกทอดมาสำหรับการนี้ เพื่อรองรับการทำงานกับระบบ DOS ให้คุณสามารถเล่นเกมส์เก่าเก็บแบบคลาสสิคได้

แหล่งรวบรวมเว็บที่มีเกมรุ่นเก่าๆ ที่มีเกมไว้เล่นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้โหลดมากที่สุดก็คือเว็บ Good Old Games ซึ่งในเว็บไซต์ Good Old Games จะมีเกมส์เก่ามากมายให้คุณเลือกเล่นได้ และเกมส์ทั้งหมดนั้นสามารถเล่นได้บนระบบปฏิบัติการปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกมยอดฮิตอย่าง Planescape: Torment ให้คุณมีโอกาสแก้มืออีกครั้ง เป็นต้น


ส่วนถ้าคุณเป็นผู้รักเล่นเกมส์อาเขตตัวจริงเสียงจริง อย่าห่วงไปเลยว่าจะไม่มีเหรียญพอหยอดตู้ เพราะคุณสามารถเล่นเกมย้อนยุคได้มากกว่านั้นอีก เพียงแค่โหลดซอฟต์แวร์ MAME (Multi Arcade Machine Emulator) ที่มีเกม Arcade ยุคเก่าให้เลือกเล่นมากมาย และสามารถเล่นได้จาก ROMs หรือไฟล์ประเภทต่างๆ ที่ต้องการเปิดซอฟต์แวร์ MAME จะทำให้คุณกลับมาติดเกมอีกครั้ง ระวังไว้ให้ดี


8. สร้างให้เป็นเซิร์ฟเวอร์สำรองในการประมวลผล

ถ้าคุณเป็นคนสร้างงานภาพด้วยโปรแกรม 3Dmax, Adobe After Effect หรือ Sony Vegas แล้วและสามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องที่ช่วยแบ่งการเรนเดอร์งานไปได้ ก็จะช่วยเพิ่มความเร็วในการเรนเดอร์งานให้เสร็จสมบูรณ์ได้เร็วยิ่งขึ้น โดยแอพพลิเคชันแต่ละชนิดก็จะมีการจัดสรรสัดส่วนในการเรนเดอร์แตกต่างกันไปเล็กน้อย ซึ่งคุณต้องไปอ่านรายละเอียดในคู่มือประกอบเอาเองทีหลัง ซึ่งโดยปกติแล้วคุณสามารถลงโปรแกรมที่ไม่ใช่เวอร์ชันเต็มรูปแบบบนระบบสำรองเพื่อใช้สำหรับการเรนเดอร์งานเท่านั้น ซึ่งจะเป็นการป้อนคำสั่งให้ส่งข้อมูลที่ทำการเรนเดอร์เสร็จแล้วกลับไปยังระบบหลัก โดยแอพพลิเคชันหลักนั้นก็ทำงานอยู่ในระบบ หรือมีแอพพลิเคชันที่แยกการจัดการ และการเรนเดอร์ข้ามระบบเครือข่ายได้ เป็นต้น


9. ใช้เป็นเครื่องส่วนกลาง

โดยปกติแล้วถ้าเป็นเมื่อก่อนในแต่ละบ้านจะมีคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง 1 เครื่องตั้งเอาไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ มีไว้สำหรับทำงานเล็กๆ น้อยๆ อย่าง รับส่งอีเมล์ หรือเพื่อความบันเทิงทางด้านอินเทอร์เน็ต เข้าเว็บไซต์ ดูคลิป ฟังเพลง เป็นต้น หรือไม่ก็มีไว้สำหรับให้ลูกๆ ของคุณทำการบ้านทำรายงานส่งอาจารย์ และทางทีดีคุณก็ควรจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ เชื่อมต่อกับเครือข่ายทั้งสายและไร้สายภายในบ้านได้ เพื่อที่ทุกคนจะสามารถเข้าไปดึงข้อมูลไฟล์ส่วนตัวที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้ ในเวลาที่คุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว


10. การกู้ชีพคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า

ถ้าหากมีโต๊ะหนึ่งตัวพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือในการถอดประกอบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวของคุณเองได้ ผมก็อยากให้คุณลองทำดู โดยให้เริ่มจากการเปิดเครื่องแล้วหาซื้อเฉพาะชิ้นส่วนบางชนิดชิ้นใหม่ใส่เข้าไป ซึ่งอุปกรณ์แรกที่จะต้องถูกนำมาใช้ก็คือ ตัวเคส (ถ้าไม่ใช่รุ่นที่สร้างขนาดเฉพาะรุ่นเกินไป) ไดรฟ์ดีวีดี Power Supply และการ์ดหน่วยความจำ เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนำอะไรกลับมาใช้อีกครั้ง

ความแตกต่างที่จะเห็นได้ชัดระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่และคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าที่ถูกนำมาโมดิฟายใหม่นั้น บางทีถ้าผมไม่บอกคุณ คุณก็อาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่า นี่คือคอมพิวเตอร์อัพเกรด เพราะถ้าคุณเปลี่ยนเมนบอร์ด เปลี่ยนซีพียู หน่วยความจำ ฮาร์ดดิสก์ แต่ยังใช้เคสเดิม ชุดจ่ายกระแสไฟเดิม การ์ดจอ และไดร์ฟออฟติคอล เพียงเท่านี้ก็แทบจะเรียกได้ว่า เป็นเครื่องใหม่แล้ว หรือไม่ก็เรียกว่าเครื่องอัพเกรดระดับเทพก็ได้ เพราะอุปกรณ์บางชิ้นที่ยังใช้งานได้อยู่ บางทีก็ไม่ได้จำเป็นต้องอัพเกรดเสมอไป


11. นำไปประกาศขาย

ความคิดนี้ก็เป็นความคิดที่ดีเช่นเดียวกัน เพราะคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ที่ยิ่งขายช้าเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งร่วงเร็วเท่านั้น ดังนั้นเอาไปประกาศโพสขายตามเว็บบอร์ด overclockzone, thai2hand.com หรือที่อื่นก็เป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน เพราะคนที่ต้องการหาซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ในนั้น บางคนก็ชอบที่จะมองหาเครื่องมือสองสภาพดีเพื่อใช้งานในบ้าน และคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของคุณก็อาจจะมีสภาพดีและราคาไม่แพงมากจนถูกใจผู้ที่กำลังหาซื้ออยู่ก็ได้ แถมถ้าการซื้อขายผ่านไปได้ด้วยดี ทุกฝ่ายก็สบายใจ ขอแค่เพียงคุณใจกล้าๆ เอาคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไปถ่ายรูป จากนั้นก็โพสลงไปขาย แบบนี้ก็คงหาบ้านใหม่ให้คอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของคุณได้แน่นอน

แต่การซื้อขายก็ไม่ได้ง่ายเหมือนการเปิดท้ายขายของแบบฉบับชาวบ้าน คุณอาจจะต้องเตรียมตัวรับโทรศัพท์จากมนุษย์ค้างคาวที่มักโทรเข้ามาสอบถามข้อมูลจากคุณดึกๆดื่นๆ ดังนั้นคุณควรจะลงเงื่อนไข และรายละเอียดของสินค้าให้ชัดเจน ว่าคุณจะรับโทรศัพท์ในช่วงเวลาไหนบ้าง และเวลาที่นัดแนะไปดูเครื่อง ก็หาสถานที่ที่เป็นที่เปิดหน่อย เผื่อไว้ก่อนถ้ามีอันตรายใดๆ ก็ยังจะพอแก้ไขได้ทันการ และอย่าลืมประเด็นเรื่องการจ่ายเงินโอนเงินให้ดีๆ ด้วยน่ะครับ


วิธีที่เสนอมาทั้งหมด 11 วิธีนี้ ก็จะเป็นการต่ออายุให้กับคอมพิวเตอร์เก่าของคุณนั้น ยังคงสามารถใช้งานได้อยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเครื่องที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่ เมื่อคุณได้เครื่องใหม่ตัวแรงมาแล้ว ดังนั้นแล้วยกคอมพิวเตอร์เครื่องเก่ามาปัดฝุ่นแล้วเอามาตั้งใช้งานเหมือนที่มันเคยทำได้นั่นแหละครับ เป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

ที่มา : http://www.intelpcclub.com

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หาอาชีพอิสระทำ ในยุคสังคมวิกฤต

อาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพทุกประเภทที่ผู้ประกอบการดำเนินการด้วยตนเอง แต่เพียงผู้เดียวหรือเป็นกลุ่ม
อาชีพอิสระเป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้คนจำนวน มาก แต่หากมีความจำเป็นอาจมีการจ้างคนอื่นมาช่วยงานได้
เจ้าของกิจการ เป็นผู้ลงทุน และจำหน่ายเอง คิดและตัดสินใจด้วยตนเองทุกเรื่อง ซึ่งช่วยให้การพัฒนางาน
อาชีพ เป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ การประกอบอาชีพอิสระ เช่น ขายอาหาร ขายของชำ ซ่อม
รถจักรยานยนต์ ฯลฯ ในการประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้ ความสามารถในเรื่อง การ
บริหาร การจัดการ เช่น การตลาด ทำเลที่ตั้ง เงินทุน การตรวจสอบ และประเมินผล เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้อง
มีความอดทนต่องานหนัก ไม่ถ้อถอยต่อ ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และมองเห็นภาพ
การ ดำเนินงาน ของตนเองได้ทะลุปรุโปร่ง
อาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพที่ประกอบกันเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้หรือทักษะทีjต้องการ การฝึกฝนอบรม
พอสมควร เช่น อาชีพทำของที่ระลึกด้วยวัสดุที่มีในท้องถิ่น การปลูกผัก การเลี้ยงปลา การประกอบอาหารเป็น
ต้น และผู้ประกอบการอิสระ หมายถึง ผู้ประกอบการขนาดย่อมที่เป็นธุรกิจ
อาชีพอิสระ เป็นอาชีพที่สามารถดำเนินการเองได้โดยลงทุนน้อย ใช้ความคิด กำลังกายค่อนข้างมาก เน้น
การพึ่งตนเอง คำว่าอาชีพอิสระมีความหมายคล้ายกันกับอาชีพส่วนตัว ธุรกิจขนาดย่อม การประกอบการขนาด
ย่อม เป็นต้น
อาชีพอิสระหมายถึง ธุรกิจเป็นอิสระ มีเอกชนเป็นเจ้าของ ดำเนินการโดยเจ้าของเอง ไม่เป็นเครื่องมือของ
ธุรกิจ ใด และไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลอื่น หรือธุรกิจอื่น
อาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพส่วนตัวทั้งในภาคเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ( Formal Sector ) และภาคเศรษฐกิจ
ที่ไม่เป็นระบบ ( Informal Sector ) เจ้าของกิจการเป็นผู้ประกอบการเองทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยได้รับ
ค่า ตอบแทนเป็นรูปของกำไร ไม่ใช่เงินเดือน
อาชีพอิสระ หมายถึง อาชีพที่มีลักษณะ ดังนี้
1. เจ้าของกิจการไม่เป็นลูกจ้าง รับเงินเดือนจากนายจ้าง แต่ได้รับค่าตอบ แทนจากลูกค้า
2. เจ้าของกิจการเป็นผู้ลงมือกระทำเองในฐานะผู้ปฏิบัติงาน
3. มีผู้ช่วยเหลือปฏิบัติงานโดยอาจได้เงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นรายชิ้นก็ได้ จำนวนไม่เกิน 5 คน และใช้ทุน
ดำเนินการไม่เกิน 500,000 บาท
อาชีพ อิสระนี้ไม่สามารถแยกจากธุรกิจขนาดย่อมหรือการประกอบการขนาดย่อมได้ชัดเจน เพราะมีความ
คล้ายคลึงและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน บอมแบ็ค ( Baumback , 1988 ) ให้คำจำกัดความของธุรกิจขนาดย่อม ว่า
เป็นธุรกิจที่เจ้าของเป็น ผู้จัดการธุรกิจด้วยตนเอง มีความเป็นอิสระ ส่วนใหญ่อยู่ในท้องถิ่น และอาศัยแหล่งทุน
ภายในในการขยายกิจการอีกความหมายหนึ่งของธุรกิจขนาด ย่อมที่ได้รับการยอมรับ เป็นความหมายที่ได้รับ
การเสนอแนะโดย The Committee for Economic Develment ( CED ) ของสหรัฐอเมริกา ได้ให้ความหมาย
ของ ธุรกิจขนาดย่อมไว้ว่าเป็นธุรกิจที่มีลักษณะอย่างน้อยที่สุด 2 ประการจากลักษณะ 4 ประการ ดังต่อไปนี้
1. การบริหารงานเป็นอิสระ เจ้าของเป็นผู้บริหารงานเอง
2.บุคคลเดียวหรือกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งจัดหาเงินทุนและเป็นเจ้าของธุรกิจ 3. ขอบเขตการดำเนินงานอยู่ใน
ท้อง ถิ่นเป็นส่วนมาก พนักงานและเจ้าของอาศัย อยู่ในชุม ชนเดียวกัน แต่ตลาดของสินค้าหรือบริการไม่
จำเป็นต้องอยู่ในท้องถิ่นนั้นก็ได้
4. ธุรกิจมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดในธุรกิจประเภท เดียวกัน หลัก เกณฑ์ที่ใช้วัด
อาจจะเป็นจำนวนพนักงาน ยอดขาย หรือทรัพย์สิน
การประกอบการขนาดย่อมมีลักษณะ 2 ประการ เหมือนอาชีพอิสระ กล่าวคือ
เป็นอาชีพที่เจ้าของไม่เป็นลูกจ้าง รับเงินเดือนจากนายจ้าง แต่ได้รับค่าตอบแทนจากลูกค้าและเจ้าของกิจการ
เป็นผู้ลงมือกระทำเองใน ฐานะผู้ปฏิบัติงานแต่มีความแตกต่างในเรื่องจำนวนผู้ช่วยปฏิบัติงานและ เงินทุน
ดำเนินงานกล่าวคืออาชีพอิสระจะมีผู้ช่วยปฏิบัติงานไม่เกิน5คนและ ทุนดำเนินการไม่เกิน500,000บาท


ที่มา : http://www.keajon.com

10อาชีพฮิต หากินออนไลน์ ปี2011


วันนี้นายแก้จนจะ มาต่อที่การหารายได้ผ่านเว็บเหมือนเดิมครับ ที่จริงเคยนำเสนออยู่บ่อย ๆ แต่ครั้งนี้จะเป็นอาชีพที่ทำได้ง่าย ๆ และก็มีคนที่ประสบความสำเร็จได้สูงมากดังนั้นเราลองมาศึกษา รายละเอียดกันดูครับ ให้เข้าใจถึงวิธีการทำรายได้ ที่ง่าย ๆ และคุณเองก็ทได้โดยไม่ยากนัก งั้นวันนี้ เราลองมาดูกันครับ
แปลงข้อมูลเป็นเงิน
อัน นี้หลายท่านอาจได้เห็นอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นตามเว็บบอร์ด หรือเว็บไซต์ที่รับโฆษณา เช่น รับจ้างพิมพ์งาน รับจ้างทำรายงาน หรือวิทยานิพนธ์เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีการเปิดหลักสูตรปริญญาตรี สำหรับผู้บริหาร ซึ่งแน่นอนด้วยความเป็นผู้บริหาร การที่จะให้ไปนั่งทำรายงานส่งอาจารย์คงเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ เข้าให้ถึงกลุ่มลูกค้าแบบนี้ให้ได้ และเราก็ รับพิมพ์รายงานซะเลย ที่เราต้องก็แค่ ไปค้นคว้าข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวข้อง และเอามาเรียบเรียงให้อ่านง่าย ๆ เท่านั้นเอง

เอาสินค้าไปวางในอินเตอร์เน็ต
ไอ เดียนี้เราใช้กันมานานมากแล้วนะครับ เพราะหลายคนก็เล่นเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอย่าง ebay วิธีการก็แค่หาสินค้าดีดีไปวางใน ebay และก็ขายไป อันนี้ก็สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำได้เช่นกันครับ

เอาสินค้าออนไลน์ออกมาขายข้างนอก
อัน นี้ตรงข้ามกับไปเดียที่แล้วครับ นั่นคือ เราอาจไปหา สินค้าแปลก ๆ หรือสินค้าแบรนเนมจากใน ebay ซึ่งมีราคาถูกกว่าที่วางขายในตลาด และก็เอามาขายต่อ จนได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

ขายโฆษณา
อัน นี้หลายท่าน ชำนาญกันอยู่แล้วนะครับ แค่ทำเว็บไซต์ให้ดังก็หาเงินจากโฆษราได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ยากตรงที่ตต้องมีเทคนิคในการนำเสนอนั่นเอง แต่เมื่อหลายปีก่อน มีไอเดีที่น่าสนใจคือมีนักศึกษาชาวอังกฤษคนหนึ่งที่มีความคิดประหลาด ประกาศขายพื้นที่บนหน้าเว็บของตนเองทุกตารางนิ้วบนหน้าจอ โดยขายแค่พิกเซลละ 1 เหรียญสหรัฐ ปรากฏว่ามีคน แห่มาซื้อ จนเจ้าของเว็บได้เงินไปเป็นล้าน เหรียญสหรัฐ

รวยด้วยคลิก
อัน นี้หลายท่านชอบมาก แบบตั้งหน้าตั้งตาทำ ปั่นรายได้ได้มากกว่าเดือนละ $300 ซึ่งเจ้าตัวที่นิยมกันมากที่สุดก็คือ ทำบล็อกแล้วติด Adsenseหรือว่าการฝากไฟล์ ไว้กับ เว็บฝากไฟล์เช่น Ziddu.com หรืออีกหลาย ๆ ค่ายก็มีวิธีการต่างออกไป และน่าสนใจต่างกัน ดังนั้นคงอยู่ที่เทคนิคของแต่ละคน

รับจ้างโปรโมตเว็บ
ใน ฐานะที่เราโลดแล่นบนโลกออนไลน์มานาน เราก็คงได้ยินบ่อย ๆ ที่พูดถึง SEO (Search Engine Optimize) ผมเองก็นำเสนอไปหลายบทความ ดังนั้น สิ่งที่มือใหม่หลายคนสอบตกก็คือเรื่องของ SEO (Search Engine Optimize) นั่นเอง เพราะจะเห็นได้ชัดมากมาย นั่นคือ มีเว็บไซต์มากมายที่เปิดขึ้นมาและเราไม่รู้จัก (+555+) ดังนั้นช่องทางหาเงินขิงเราก็คือ ไปปรับปรุงเว็บไซต์ของลูกค้าให้ดังกระฉ่อนโลกไปเลยนั่นเองครับ

ขายเว็บ
อัน นี้เห็นกันมากตามเว็บบอร์ด คือการทำเว็บให้ดัง และมีรายได้สูง ๆ และก็ขายออกไป ซึ่งถ้า เว็บเราสามารถทำประโยชน?ให้กับบริษัทใหญ่ ๆ หรือเป็นช่องทางทำเงินได้ หลาย ๆ คนก็ยอมจ่ายเงินสูงมาก ในการได้เว็บนี้มา เพราะงั้น การขายเวบก็เป็นอีกรายได้ที่น่าสนใจทีเดียว

รับทำจ้างเว็บ
อัน นี้ผมใช้มาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะมันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เว็บเรามีประสิทธิภาพ ดังนั้นวิธีการก็แค่ เอาเครื่องมือต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ทำเว็บ เพราะถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือง่าย ๆ แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่ยังไม่ทราบ ดังนั้น การรับจ้างทำเว็บก็ยังเป็นช่องทางทำเงินไปอีกนานครับ

รับจ้างเขียนบทความ
อย่าง ที่ทราบ ๆ กันดีครับ กระแสบล็อกมาแรงกว่า พรุแตกอย่างนี้ เพราะงั้นมีคนมากมายที่พยายามหารายได้ผ่านบล็อก แต่ไม่ค่อยมีเวลามากนัก เพราะงั้นสิ่งที่น่าสนใจก็คือ การรับจ้างเขียนบทความ วิธีการก็ไม่ยากครับ หากคุณมีความรู้เรื่องนั้น ๆ อยู่พอสมควร คุณก็แต่งออกมาเป็นบทความ และก็ขายบทความ แต่ถ้าไม่มีความรุ้ล่ะ ก็ไม่ยากครับ คุณก็ไปหาเว็บ อินเตอร์สักเว็บที่มีเนื้อหาที่คุณต้องการและกแปรเป็นไทยก็เท่านั้นเองครับ

รายได้จาก domain seller
อัน นี้ก็ไม่ยากครับ แต่ต้องศึกษาและมีประสบการณ์เล็กน้อย นั่นคือ คุณก็ไปจดโดเมนในชื่อที่สวย ๆ และดีเยี่ยมในตลาด ในราคาประมาณ $10 และก็เอามาขายต่อในราคา $100 หรือ $1000 โดเมนบางชื่อ อย่างเช่น Thailand.com ถูกซื้อมาในราคา ร้อยล้านบาทเลยทีเดียว หลายคนมีโดเมนในมือ นับร้อยชื่อ ซึ่งก็เพื่อที่จะให้ลูกค้าเลือกซื้อนั่นเอง แต่ตรงนี้ต้องมีประสบการณ์ หรือมีความรู้ในเรื่องการทำเว็บอยู่พอสมควรนะครับ

วันนี้ดูกันไป 10 อาชีพนะครับ และลองไปศึกษากันดูนะครับ เดี๋ยวว่าง ๆ ผมจะเอามาอัพเดตให้ฟังเรื่อย ๆ เกี่ยวกับอาชีพที่น่าสนใจบนเว็บนะครับ
ที่ มา : http://www.keajon.com

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิเคราะห์ เปิดโปง 24PAYTURN จริงหรือหลอก จ่ายจริงหรือมั่วนิ่ม หาคำตอบได้ที่นี่

24PAYTURN
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีครับเพื่อนๆ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกคนที่เยี่ยมชมเว็บไซต์ ครับ

ในส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์ธุรกิจ 24PAYTURN ซึ่ง 24PAYTURN จะจ่ายจริง หรือว่า หลอกลวง มาติดตามกันครับ

บทความนี้จะยาวมาก ๆ ครับ เพราะผมได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจนี้ไว้หลายด้านเลย ซึ่งเป็นด้านที่สำคัญที่เพื่อน ๆ ควรรู้ทั้งนั้นครับ ซึ่งหากเพื่อน ๆ อ่านจนจบจะมีข้อมูลอย่างเพียงพอ ที่จะตัดสินใจได้ครับว่าจะร่วมธุรกิจหรือไม่ครับ และผมรับประกันเลยครับว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลจริงจากประสบการณ์จริง และไม่เหมือนใครในโลก cyber แน่นอนครับ หากเพื่อน ๆ ไปเจอข้อมูลในลักษณะนี้แสดงว่าเค้า copy ของผมไปครับ ซึ่งมี 2 กรณี คือเป็นทีมเดียวกับผม หรือแอบขโมยไปครับ ที่สำคัญตอนนี้ผมกำลังรวบรวมขือมูลอื่น ๆ ซึ่งจะแสดงไว้ตามเมนูด้านซ้ายมือเพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ ผมมั่นใจว่าจะยิ่งทำให้เพื่อน ๆ มองภาพของระบบ 24PAYTURN ออกและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

จากข้อมูลที่ผมได้นำเสนอในหน้าแรก ว่าธุรกิจ 24PAYTURN มีโอกาสประสบความสำเร็จ 90-100% ความน่าเชื่อถือ 90-100% ทั้งยังบอกอีกว่าผลตอบแทนไม่จำกัดอีกด้วย เรามาวิเคราะห์พร้อม ๆ กันว่าจะเป็นตามที่ผมได้บอกไว้หรือเปล่าครับ

24PAYTURNเป็นธุรกิจในเครือบริษัท เดอะพาวเวอร์ สเตชั่น จำกัดครับ

แล้วธุรกิจในเครือมันคืออะไร ??

ให้ลองเปรียบเทียบแบบนี้ครับ ปตท.เป็นธุรกิจปั๊มน้ำมัน แต่ ปั๊ม ปตท.ก้อยังมี ร้าน Jiffy ด้วยครับ อันนี้เป็นการขยายธุรกิจอีกรูบแบบหนึ่งเพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากธุรกิจหลักครับ ในลักษณะเดียวกัน เดอะพาวเวอร์ สเตชั่น จำกัด เป็นธุรกิจให้บริการเกี่ยวกับ IT ด้านต่าง ๆ และก้อมี 24PAYTURN เป็นธุรกิจอีกด้วยหนึ่งด้วยเหมือนกันครับ หลักการเดียวกันเลยครับ

24PAYTURN คือ ธุรกิจที่นำเอารูปแบบการสร้างรายได้ของธุรกิจเครือข่ายแบบหลายชั้น หรือที่เรียกว่า MLM มาประยุกต์ใช้ในการทำการตลาดนั่นเองครับ หากเพื่อน ๆ นึกภาพไม่ออกให้นึกถึง MLM อย่างเช่น แอมเวย์ กิฟฟารีน เอมสตาร์ GDI คับ แต่ต่างกันตรงที่สินค้าเท่านั้นเองครับ ซึ่งธุรกิจ MLM นั้นมีวิธีการสร้างรายได้ 2 ทางด้วยกันคือ

1. รายได้จากการขาย 2. รายได้จากการขยาย

24PAYTURN เป็นธุรกิจรับชำระค่าสาธารูปโภคออนไลน์หรือที่เรียกว่า Counter service online นั่นเองครับ (เหมือนกับ 7-11 ที่สามารถรับจ่ายค่าน้ำค่าไฟและอื่น ๆ ได้ครับ) โดยเราต้องโอนเงินเข้าไปในบัญชีที่เราเปิดไว้ จึงสามารถชำระค่าบริการต่าง ๆ ภายในวงเงินที่เรามีอยู่ บริษัทจะให้ส่วนลดในการชำระบริการบางประเภท เช่น เติมเงินมือถือ จะได้รับส่วนลดตั้ง 3.2% - 5.4% เป็นต้น แต่บริการบางอย่างก็เรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมด้วยครับ เช่น ชำระค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ระบบจะคิดค่าบริการเพิ่ม 5 - 20 บาทเป็นต้นครับ ซึ่งเรียกว่ารายได้จากการขายครับ

24PAYTURN ให้สมาชิกสามารถสร้างรายได้จากการขยายเครือข่ายสูงสุด 98,300 บาทต่อเดือนครับ เราสามารถมีสมาชิก(downline)ติดตัวเราได้ 3 คนครับ และมีสมาชิกในเครือข่ายได้สูงสุด 9,840 คนครับ โดยมี VDO อธิบายที่มาของรายได้จากการขยายเครือข่ายอย่างชัดเจนครับ ซึ่งตรงตาม "พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตราที่ 21 ข้อที่ 5" บอกไว้ว่า "(5) ต้องแสดงวิธีการคิดคำนวณการจ่ายผลตอบแทนที่ตรงต่อความเป็นจริง หรือเป็นไปได้จริงอย่างเปิดเผยชัดเจน" คลิกดู พรบ.ขายตรงที่นี่ ซึ่งเมื่อผมดู VDO แล้วผมให้คะแนนโอกาสประสบความสำเร็จไว้ที่40% ครับ เนื่องจากทางทีมงานการตลาดที่ชื่อ totrustme ได้จัดทำ VDO ที่ดูแล้วเคลียร์มาก ๆ ครับ ดูแล้วรู้สึกอินไปกับ VDO เลยครับที่สำคัญดูแล้วรู้สึกว่าทำง่ายมากครับ ผมให้คะแนนความน่าเชื่อถือที่ 30% ครับเนื่องจากใน VDO มีการอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานการจดทะเบียนอย่างครบถ้วนครับ

totrustme

เอาละครับถึงขั้นตอนการพิสูจน์ความจริงแล้ว ผมได้สมัครเพื่อทดลองระบบ โดยใช้ชื่อว่า djunghoo01 ครับ

ก่อนที่ผมจะทำการสมัครนั้น ผมได้ทำการศึกษารายละเอียดของเว็บไซต์ทุกหน้าก่อนครับ และทำความเข้าใจกับข้อมูลทุกอย่างครับ ซึ่งพบว่ามีการออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย สะบายตา พร้อมทั้งให้รายละเอียดอย่างครบถ้วนเข้าใจง่าย มีหลักฐานการจนทะเบียนบริษัทอย่างชัดเจนครับ คลิกดูหลักฐานที่นี่ ซึ่งในส่วนนี้ผมให้คะแนนความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเว็บไซต์และหลักฐานต่าง ๆ +30% รวมเป็น 60% ครับ

หลังจากกรอกแบบฟอร์มสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้วระบบจะส่ง Mail เพื่อให้เราตรวจสอบข้อมูลและยืนยันการสมัคร และแก้ไขข้อมูลหากมีข้อผิดพลาดครับ ซึ่งในจุดนี้เร็วมากครับ ชี้ให้เห็นว่าบริษัทได้ลงทุนในเรื่องของระบบและ server อย่างมีประสิทธิภาพจริง ๆ ครับแต่ที่น่าผิดหวังคือส่วนของแก้ไขข้อมูลครับ หากเรากรอกข้อมูลผิดพลาด และคลิก Link เพื่อแก้ไขข้อมูล แทนที่จะให้เราแก้ไข กลับให้เรากรอกใหม่หมดเลย โดยใช้ ID เดิมไม่ได้ครับ ในส่วนนี้ผมให้คะแนนความน่าเชื่อถือ -10% เหลือ 50% ครับ เมื่อกรอกแบบฟอร์มเสร็จแล้วเรามารถเข้าระบบได้แต่ใช้ชำระค่าบริการต่าง ๆ ไม่ได้จนกว่าจะชำระเงินค่าสมัครครับ

จากนั้นผมได้ทำการโอนเงินค่าสมัครไป 500 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. ถึงจะ Active หลังจาก Active แล้วระบบได้หักเงินค่าสมัครไป 350 บาททำให้ผมเหลือเงินในระบบ 150 บาท ทีนี้ผมก้อได้ทำการสำรวจระบบเลยครับ พบว่าระบบได้ทำการออกแบบหน้าตามาอย่างดี มีการลำดับเมนูก่อนหลังให้ใช้งานง่ายมาก ประมาณว่าแค่มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์ก้อทำได้แล้ว ในส่วนนี้ผมให้คะแนนความน่าเชื่อถือ +10% เป็น 60% เท่าเดิมครับ

ต่อไปผมได้ทดลองเติมเงินโทรศัพท์มือถือเลยครับ พบว่า เครือข่าย Truemove ได้รับส่วนลดสูงสุดคือ 5.4% (พอดีผมใช้ Truemove) ผมทำการเติมไป 20 บาท (ที่เติมน้อยเพราะไม่มั่นใจอยู่เหมือนกันครับว่าจะได้ป่าว) แล้วจับเวลา ประมาณ 15 วินาทีมีข้อความเข้ามือถือของผมแจ้งว่าการเติมเงินสมบูรณ์ครับ 20 บาท และเช็คที่ยอดเงินคงเหลือในระบบปรากฎว่าเป็นไปตามที่ระบบบอกไว้ครับ คือจ่ายไม่ถึง 20 บาทครับ ตรงนี้ผมให้คะแนนความน่าเชื่อถือ +10% รวมเป็น 70% ครับ

24PAYTURN : ระบบ เติมเงิน มือถือ บัตรเกมส์ @cash24PAYTURN : ระบบ ชำระ ค่าสาธารณูปโภค ออนไลน์24PAYTURN : ระบบ ชำระ ผลิตภัณฑ์ True

จากการใช้งานระบบผมเห็นว่ามันทำให้เกิดประโยชน์กับสมาชิก 2 ประการด้วยกัน ประการแรกสมาชิกจะมีต้นทุนค่าโทรศัพท์มือถือถูกลง และมีความสะดวกในการชำระค่าสาธารณูปโภคครับ ประการที่สองสมาชิกสามารถนำไปประกอบอาชีพได้เลยครับ แม้บางตัวจะมีค่าบริการแต่ก้อยังถูกกว่า 7-11 ครับ (บางตัว) อันนี้ผมให้คะแนนความสำเร็จ +20% รวมเป็น 90% ครับ เพราะว่า 24PAYTURN ทำให้เรามีต้นทุนในการดำเนินชีวิตถูกลง ทั้งค่าโทรศัพท์หรือค่าบริการในการชำระรายการต่าง ๆ ที่เคยใช้อยู่ พร้อมลดค่าน้ำมันในการเดินทางไปที่ counter service อีกด้วยครับ และยังลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางอีกด้วยครับ ซึ่งสรุปได้ว่าถ้ามีระบบนี้จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นแน่นอนครั

เอาล่ะครับมาถึงส่วนที่เพื่อน ๆ รอคอยแล้ว

จากที่ผมรู้สึกประทับใจในตัวระบบแล้วก้อเกือบลืมประเด็นสำคัญอีก 1 ประเด็นครับคือที่ผมบอกไว้ตอนต้นครับว่ารายได้ไม่จำกัด มายังไงนั้นลองดูกันครับ

24PAYTURN อนุญาตให้เราเปิดบัญชีได้ไม่จำกัดครับ ถ้าเราสมัคร 4 ไอดี โดย ไอดีที่ 1 ชื่อ djunghoo01 แล้วก้อสมัครต่อจาก ID นี้ เป็น djunghoo02 03 04 ถ้าเกิดว่า djunghoo01 ได้ตามเป้า 98,300 บาท นั่นหมายความว่า djunghoo02 03 04 จะเท่ากับ 98,400 / 3 98,400 คือ รายได้ก่อนหักค่าบริการรายเดือน 100 บาท ฉะนั้น djunghoo02 03 04 จะมีรายได้ ID ละ 32,600 บาท หักค่าบริการ 100 บาทเหลือ ID ละ 32,500 รวมเป็นเงิน 97,500 บาท ดังนั้นเรารับจริง 98,300 + 97500 บาท เป็นเงิน 195,800 บาทแล้ว ถ้าคิดเล่น ๆ อีก ว่า djunghoo02 03 04 ทำได้ตามเป้าคือ 98,300 บาทก้อจะรับเพิ่ม เป็น 98,300 x 4 อะคับ ก้อจะเป็น 393,200 บาทครับ

ทีนี้ก้อเป็นคราวที่จะต้องพิสูจน์แล้วครับว่าสมัครหลาย ID จริงหรือเปล่า ผมจึงลองสมัครอีก 1 ครั้งชื่อว่า djunghoo02 โดยกรอกรายละเอียดเหมือน ID djunghoo01 ปรากฎว่าผ่านฉลุยครับ และได้รับค่าคอมมิสชั่นจากการแนะนำ 150 บาทตามที่ได้แจ้งไว้ใน VDO ครับ ซึ่งได้รับทันที่ที่ Active โดยระบบจะจ่ายเราเป็นโบนัส PV 1500 บาท ให้เราทำการแปลงโบนัสเป็นเงินในระบบได้ทันทีครับ จากตรงนี้ก้อกลัว ๆ เหมือนกันครับเพราะลงทุนไป 1,000 บาท สรุปว่าผมได้รับค่าคอมมิสชั่นจากการแนะนำตามที่ระบบได้บอกไว้จริง ๆ ครับ สรุปคือถ้าเราจะเปิดหลาย ID เราจะเสียค่าสมัคร 350 บาท ID แรกครั้งเดียว ID ต่อไปจะเสียแค่ 200 บาทเท่านั้น เนื่องจากได้กลับคืนมา 150 บาท

หลังจากนั้นผมได้ทำการแนะนำทีมงานให้สมัครต่อเพื่อร่วมกันสร้างรายได้เข้ามาในระบบจนมียอดเงินระดับหนึ่ง ผมจึงทำการโอนเข้าธนาคารที่ได้สมัครไว้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. เงินเข้าบัญชีจริงครับ ซึ่งค่าธรรมเนียมการโอนขึ้นอยู่กับธนาคารครับ และไม่มียอดขั้นต่ำในการโอนครับ ซึ่งบางบริษัทจะระบุยอดขั้นต่ำในการโอนครับ ส่วนใหญ่อยู่ที่ 500 บาท แต่ 24PAYTURN ไม่ได้กำหนดครับผม สรุปคือ 24PAYTURN จ่าย จริง ครับ

24PAYTURN : ระบบ โอนเงิน ถอนเงิน เข้าธนาคาร 24PAYTURN : หลักฐาน การจ่ายเงิน การรับเงิน

หลังจากนั้นผมได้แปลง VDO ลงมือถือแล้วให้ทีมงานไปแนะนำต่อครับ ระยะเวลา 21 วัน(ข้อมูล ณ วันที่ 26 ม.ค. 54 ปัจจุบัน 18 ก.พ.54 มีทีม 66 คนแล้วครับ) นับจากที่ผมสมัคร ผมมีสมาชิกในทีม 35 คน จากที่ผมแนะนำเองและทีมแนะนำ โดยระบบบอกว่าหากแนะนำมาก 3 คน (ติดตัวได้ 3 คน) สมาชิกคนที่ 4 5 6 .... จะเป็นของทีมโดยอัตโนมัติ หรือเราสามารถจัดได้เอง ซึ่งยืนยันได้ว่าทุกคนสามารถทำได้แน่นอน ตามที่ VDO ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ครับ

และนี่ก้อเป็นที่มาของ ความน่าเชื่อถือ 90%-100% โอกาส 90-100% และรายได้ไม่จำกัดครับ

แนวคิดส่วนตัว

ค่าสมัคร 350 บาท รายเดือน 100 บาท พร้อมโอกาสสร้างเงินแสนใน 9 เดือน

ความเป็นไปได้ เกือบ 100% เพียงพอกับการตัดสินใจของผมแล้ว

เพราะผมเชื่อว่า หากผมยังทำในสิ่งเดิม ๆ เหมือนที่แล้ว ๆ มา

ผมก้อยังคงเป็นผมคนเดิมเหมือนเดือนที่แล้ว ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตของผมได้

แต่วันนี้ ผมมีโอกาสเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม ด้วยเงินเพียง 1,050 บาท

(สมัคร 350 รายเดือน 100 บาท อีก 7 เดือน = 700 รวม เป็น 1,050 บาท )

ถ้าทำแล้ว ไม่ได้ ก้อจะไม่เสียดาย แต่ผมจะเสียดายมาก ๆ ถ้าผมไม่ได้ตัดสินใจทำ

และผมเชื่อว่าพยายามแล้วพลาด ดีกว่า พลาดที่จะพยายามครับ

ผมได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะช่วยเหลือทีมคนสุดท้ายให้ประสบความสำเร็จอย่างสุดความสามารถครับ

ซึ่งตอนนี้ผมได้ทำเครื่องมือต่าง ๆ ไว้คอยช่วยเหลือทีมแล้วครับ

ผมขอฝากข้อคิดสักนิดนึงครับ

"คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เกิดจากการ "กล้าตัดสินใจ" ทำในสิ่งที่ผู้อื่น "ไม่กล้าตัดสินใจ"

บนพื้นฐานของข้อมูลอย่างมีเหตุผลพร้อมด้วยสติรอบคอบครับ"

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่สละเวลาอ่านบทวิเคราะห์ของผมจนจบ

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะเป็นทีมเดียวกันและร่วมสร้างความสำเร็จไปพร้อม ๆ กันครับ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ kmrecycle54@gmail.com
0860914206 (คุณยง)

สมัครสมาขิกกดที่รูปครับ

ขอขอบคุณ (คุณเอ็ม) ที่ได้วิเคราะห์ไว้ที่เว็บไซต์ดีจังฮู้

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554

6 วิธีการใช้งานธนาคารออนไลน์ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ไม่มีการรับประกันใดๆ ว่านักโจรกรรมข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีของคุณ เพียงแค่ปฏิบัติตาม 6 วิธีนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้


1. ลงโปรแกรมติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย:หลักจากคุณติดตั้งเสร็จแล้ว โปรดอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสมัลแวร์อยู่เสมอ เพื่อจะได้ป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
2. ระวังอีเมล์: บางคนกำลังวางเหยื่อล่อคุณเข้าไปติดกับ ด้วยข้อความอีเมล์แจ้งเตือนประเภท Phishingประมาณว่า อย่าลืมเข้าไปดูรายการเดินบัญชีแบบออนไลน์ทุกๆ เดือนน่ะ ซึ่งดูๆ แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสงสัย นอกจากคลิ้กลิงค์ที่ปรากฏอยู่ในอีเมล์ หลังจากนั้นผมก็จะเปิดเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของแบงค์ที่เป็นPhishingอีกทีดังนั้นโปรดจำไว้เลยว่า ไม่ว่าจะธนาคารไหนก็ตามจะไม่มีการส่งข้อความแบบนี้ถึงคุณแน่นอน
3. ห้ามเข้าสู่ระบบถ้าหน้าเว็บนั้นดูแล้วน่าสงสัย:เว็บไซต์ที่ปลอดภัยนั้
นสังเกตได้ว่าก่อนที่จะใส่รหัสผ่านที่URLจะต้องเริ่มด้วย https: ไม่ใช่มีแค่http: ทั้งใน Firefox และChrome จะมีแถบสีเขียวปรากฏที่หน้าที่อยู่เว็บเพื่อแจ้งว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัย
https:// พร้อมบาร์สีเขียวที่แสดงใน address bar ของบราวเซอร์ทำให้คุณอุ่นใจได้
เราสามารถเอาเมาส์คลิกที่บาร์สีเขียวเพื่อดูรายละเอียดของ Certificate ได้ว่าออกโดยใคร
4. ตั้งรหัสผ่านให้เดาได้ยาก:วิธีที่ดีที่สุดคือสุ่มเลือกตัวเลขและตัวหนังสือ เลี่ยงที่จะใช้เป็นชื่อหรือคำ ถ้าบราวเซอร์ถามว่าต้องการบันทึกรหัสผ่าน ก็ให้เลือกที่ไม่ต้องและอย่าใช้รหัสผ่านซ้ำกันในเว็บอื่นๆ ถ้าคิดว่าตัวคุณเองไม่สามารถจำรหัสได้ก็ให้หาโปรแกรมช่วยสำหรับจัดเก็บรหัสผ่าน
5. เลี่ยงที่จะใช้เครือข่ายสาธารณะ:อย่าเข้าเว็บไซต์ธนาคารออนไลน์ บัตรเครดิต หรือร้านค้าในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือ Wi-Fi ในที่สาธารณะ แม้แต่ในร้านกาแฟที่เข้าเป็นประจำ โรงเรียน หรือห้องสมุดสาธารณะ เพราะมีโอกาสโดนแฮกค์ข้อมูลสูงมาก ให้ใช้เฉพาะที่บ้านตัวเองเท่านั้น
6. ป้องกันข้อมูลความลับ:ถ้าเก็บข้อมูลทางการเงินไว้ในฮาร์ดดิสก์ ก็อย่าลืมทำการเข้ารหัสไว้ เพื่อป้องกันการโดนขโมยข้อมูลจากบุคคลไม่หวังดี
Cradit : Intel@ PC Club

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เคล็ดลับ 11 วิธีล้างผักให้สะอาด

1) โซดาทำขนมปัง
ใช้โซดาทำขนมปัง(โซเดียมไบคาร์บอเนต) 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร(1 กาละมัง) แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษได้ 90-95 %

2)น้ำส้มสายชู
เตรียมน้ำส้มสายชู 0.5 % โดยใช้น้ำส้มสายชู อสร. 1 ขวดผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 60-84 %

3)น้ำไหล
เด็ดผักเป็นใบๆ ใส่ตะกร้าโปร่ง เปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผัก ล้างนาน 2 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 54-63 %

4)แช่น้ำ
ล้างผักรอบแรกให้สะอาด เด็ดผักออกเป็นใบๆ แช่ในอ่างน้ำนาน 15 นาที ลดสารพิษฆ่าแมลงได้ 7-33 %

5)ลวกผัก
ลวก ผักด้วยน้ำร้อนลดสารพิษได้ 50 % ส่วนการต้มนั้นลดสารพิษได้ 50 % เช่นเดียวกัน แต่จะมีสารพิษตกค้างในน้ำแกง จึงควรล้างผักลดสารพิษก่อนทำแกง

6)ปอกเปลือก
การปอกเปลือก หรือลอกใบชั้นนอกออก เช่น กะหล่ำปลี ฯลฯ ช่วยลดสารพิษลงได้

7)คลอรีน
ผสมผงปูนคลอรีน ½ ช้อนชากับน้ำ 20 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้ 15-30 นาทีจะฆ่าเชื้อโรคได้ดีมาก

8)ด่างทับทิม
ผสมด่างทับทิม 5 เกล็ดต่อน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้

9)น้ำปูนใส
เตรียมน้ำปูนใสอิ่มตัวผสมน้ำเท่าตัว แช่ผักทิ้งไว้

10)น้ำเกลือ
ใช้เกลือ 2 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ผักทิ้งไว้

11) น้ำซาวข้าว
ใช้น้ำซาวข้าวล้างผัก

คำแนะนำ:

* น้ำไหล
วิธีใช้น้ำไหลล้างผักค่อนข้างเปลืองน้ำ ถ้าเป็นไปได้, ควรเก็บน้ำล้างผักไว้รดต้นไม้ หรือใช้ทำประโยชน์อย่างอื่น

* การล้างผลไม้
การ ล้างผลไม้โดยใช้น้ำยาล้างจานกับฟองน้ำ(หรือสก๊อตไบรต์)เบาๆ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อที่อยู่บริเวณผิวของผลไม้ได้ การล้างไข่ก่อนทำอาหารก็ใช้วิธีนี้ได้

* น้ำล้างจาน
น้ำยา ล้างจานมีสารคล้ายสบู่ เป็นสารประกอบกำมะถัน ซึ่งพืชผักใช้เป็นปุ๋ยได้ดีมาก สารคล้ายสบู่มีฤทธิ์ทำให้ดินร่วน ไม่จับตัวกันแน่น รากของพืชผักจะชอนไชไปหาอาหารได้ดีขึ้น

* น้ำซักผ้า
ผง ซักฟอกมีสารคล้ายสบู่ เป็นสารประกอบฟอสฟอรัส(P) ใช้เป็นปุ๋ยรดพืชผักได้ เวลาใช้ควรใช้แต่น้อย หรือทำให้เจือจางก่อนรด ปุ๋ยจากน้ำซักผ้ามีฤทธิ์เร่งดอกไม้ได้คล้ายกับปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง น้ำยาซักผ้าหลายชนิดไม่ได้ใช้เกลือฟอสฟอรัส หันไปใช้เกลือกำมะถันแทน ใช้เป็นปุ๋ยบำรุงพืชผักได้ แต่จะไม่มีคุณสมบัติเร่งดอกได้เท่าปุ๋ยจากผงซักฟอก

จากวารสารหมอชาวบ้าน

นาโนเทคโนโลยี คือ ??

นาโนเทคโนโลยี (อังกฤษ: Nanotechnology) คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการ การสร้างหรือการวิเคราะห์ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับนาโนเมตร(ประมาณ 1-100 นาโนเมตร) รวมถึงการออกแบบหรือการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้สร้างหรือวิเคราะห์วัสดุในระดับที่เล็กมากๆ เช่น การจัดอะตอมและโมเลกุลในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ส่งผลให้โครงสร้างของวัสดุหรืออุปกรณ์มีคุณสมบัติพิเศษขึ้นไม่ว่าทางด้านฟิสิกส์ เคมี หรือชีวภาพ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman) เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นถึงความเป็นไปได้ และแนวโน้มของนาโนเทคโนโลยี ในการบรรยายเรื่อง “There’s plenty of room at the bottom” ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502) โดยการแสดงความเห็นถึงความเป็นไปได้ และโอกาสของประโยชน์ที่จะได้จากการจัดการในระดับอะตอม




















ปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ.
2517) ศาสตราจารย์ โนริโอะ ทานิกูชิ (Norio Taniguchi) แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โตเกียวเป็นคนแรกที่เริ่มใช้คำว่า “Nanotechnology” (N. Taniguchi, "On the Basic Concept of 'N
ano-Technology'," Proc. Intl. Conf. Prod. Eng. Tokyo, Part II, Japan Society of Precision Engineering, 1974)

นาโนเทคโนโลยีช่วยอะไรเราได้บ้าง

1.พบทางออกที่จะได้ใช้พลังงานราคาถูกและสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2.มีน้ำที่สะอาดเพียงพอสำหรับทุกคนในโลก
3.ทำให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนกว่าเดิม (มนุษย์อาจมีอายุเฉลี่ยถึง 200 ปี)
4.สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างพอเพียงกับประชากรโลก
5.เพิ่มศักยภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้คนทั้งโลกอย่างทั่วถึง ทัดเทียม และพอเพียง
6.เพิ่มศักยภาพในการสำรวจอวกาศมากขึ้น

สาขาย่อยของนาโนเทคโนโลยี

1.นาโนอิเล็กทรอนิกส์ (Nanoelectronics)
2.นาโนเทคโนโลยีชีวภาพ (Bionanotechnology)
3.นาโนเซนเซอร์ (Nanosensor)
4.การแพทย์นาโน (Nanomedicine)
5.ท่อนาโน (Nanotube)
6.นาโนมอเตอร์ (Nanomotor)
7.โรงงานนาโน (Nanofactory)













ตัวอย่างผลงานจากนาโนเทคโนโลยี

-คอนกรีตชนิดหนึ่งใช้เทคโนโลยีนาโน ใช้ Biochemical ทำปฏิกิริยาย่อยสลายกับมลภาวะที่เกิดจากรถยนต์ เช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์ ในประเทศอังกฤษได้เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการสร้างถนนและอุโมงค์ต่างๆ เพื่อลดมลภาวะบนท้องถนน และขณะเดียวกันเทคโนโลยีนาโน ทำให้อนุภาคคอนกรีตมีขนาดเล็กมาก ฝุ่น และแบคทีเรีย ไม่สามารถฝังตัวในเนื้อคอนกรีตได้ ทำให้อาคารที่ใช้คอนกรีตชนิดนี้ ดูใหม่เสมอ และยังคงไม่สะสมเชื้อโรค
-เสื้อนาโน ด้วยการฝัง อนุภาค
นาโนเงิน (silver nanoparticle) ทำให้เกิดปฏิกิริยากับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
-ไม้เทนนิสนาโน ผสม ท่อคาร์บอนนาโน เป็นตัวเสริมแรง ทำให้แข็งแรงขึ้น (อ่าน วัสดุผสม)